6 วิธี กับความเข้าใจผิดในการเลี้ยงลูก เข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉัน

การแก้ไข

ความเข้าใจผิดในการเลี้ยงลูก เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องอยากเลี้ยงลูกให้ออกมาสมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน แต่ด้วยสถานการณ์ในชีวิตที่แตกต่างกัน ทำให้ความพร้อมของแม่แต่ละคนก็แตกต่างกันตามไปด้วย บางคนต้องทำงาน มีเวลาให้ลูกน้อยลง จึงอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูก หรือบางคนมีความเชื่อผิดๆในการเลี้ยงลูก เด็กก็ถูกหล่อหลอมให้โตมาในความเชื่อผิดๆ จนอาจส่งผลกระทบทำให้ลูกนับถือในตัวเองน้อยลง วันนี้เราจึงรวบรวมพฤติกรรมการเลี้ยงลูกแบบผิดๆมาฝากกัน จะมีวิธีการเลี้ยงและทัศนคติแบบใดที่เราควรหลีกเลี่ยงบ้างและพฤติกรรมกันเลย 1. ไม่ปล่อยให้ลูกเรียนรู้หรือรู้จักกับอารมณ์ของตัวเอง  เด็กก็เหมือนกับผู้ใหญ่ที่จะมีทั้งอารมณ์โกรธอารมณ์เศร้าเสียใจ ทุกครั้งที่ลูกมีอารมณ์ไม่ดี พ่อแม่มักจะรีบทำการปลอบใจและรีบหาของเล่นมาเพื่อดึงออกจากอารมณ์เหล่านั้น เมื่อทำแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้ลูกไม่สามารถเข้าใจและจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้เลย ดังนั้นควรปล่อยให้ลูกได้แสดงอารมณ์ของตัวเองออกมา โดยที่ปล่อยให้เขาเรียนรู้และจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง จะทำให้เขาสามารถควบคุมมันได้ดียิ่งขึ้น เมื่อโตขึ้นเขาจะสามารถประเมินสถานการณ์และรับมือจัดการกับความรู้สึกที่อยู่ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี 2. การให้ความรักโดยมีเงื่อนไขตอบแทน การเลี้ยงลูกแบบนี้จะเป็นเหมือนกำหนดให้ลูกต้องทำตัวน่ารักอยู่ตลอดเวลา ถึงจะถูกพ่อแม่รักหรือพ่อแม่ถึงจะอารมณ์ดี เป็นต้น ถ้าเป็นแบบนี้ เด็กจะไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือสิ่งที่เขาต้องการออกมาได้ เพราะต้องคอยทำดีเพื่อให้ได้เป็นที่รักและที่ยอมรับ ลูกอาจจะกลายเป็นเด็กเก็บกดและไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิตในแต่ละวันเท่าที่ควร สามารถแก้ไขได้โดยหยุดใช้ความรักมาเป็นเงื่อนไข เพื่อให้ลูกทำตัวดี ถ้าหากพบว่าเขามีพฤติกรรมที่ไม่น่ารักให้คุณอบรมสั่งสอนเขาด้วยความรักและความเข้าใจ ทำให้เขาทราบว่าพฤติกรรมแบบนี้จะส่งผลกระทบใดในอนาคต โดยไม่ต้องนำความรักมาเป็นเงื่อนไขนั่นเอง 3. คอยทำทุกอย่างให้ลูกตลอดเวลา เข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านจะมีความกังวลและเป็นห่วงลูก แต่บางครั้งถ้ามากเกินไปก็อาจจะเป็นดาบสองคมทำร้ายลูกในอนาคตได้ ถ้าคุณพยายามที่จะช่วยเหลือเขา เด็กจะขาดความพยายามและความกระตือรือร้น ไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวได้เท่าที่ควร เขาจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าเขามีความสามารถด้านใดเป็นพิเศษเพราะไม่เคยได้ลงมือทำเอง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไรเป็นพิเศษ ขาดความมั่นใจ และจะใช้ชีวิตลำบากในอนาคต สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเองมากยิ่งขึ้นคือการปล่อยให้ลูกได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากความผิดพลาด หาวิธีแก้ไขด้วยตัวเองจะทำให้รูปมีความพัฒนาความสามารถในตัวเองได้หย่างก้าวกระโดด 4. การใช้คำขู่สารพัด เป็นวิธีการเลี้ยงลูกที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป เมื่อเด็กเกิดความซน […]

6 ภาวะเสี่ยง ที่อาจพบเจอในการตั้งครรภ์แฝด พร้อมวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้อง

การแก้ไข

ภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์แฝด เชื่อว่า หลายครอบครัวจะต้องชื่นชอบและอยากมีลูกแฝดอย่างแน่นอน เพราะตั้งครรภ์เพียงครั้งเดียวได้ลูกพร้อมกันถึง 2 คน อีกทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน เป็นช่วงวัยเดียวกันที่สามารถเป็นได้ทั้งพี่น้องและเพื่อนในเวลาเดียวกันนั่นเอง แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการตั้งครรภ์แฝดนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าการตั้งครรภ์ปกติอยากได้ คุณแม่มีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการตั้งครรภ์สูง เราจะไปแถวบ้านที่จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและวิธีการบำรุงครรภ์อย่างถูกต้องและเหมาะสม วันนี้เราจึงรวบรวมภาวะเสี่ยงและวิธีการดูแลตัวเองเมื่อตั้งครรภ์แฝดมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างคะติดต่อกันเลย 1. มีโอกาสแท้งบุตรได้สูง เพราะธรรมชาติออกแบบมาให้ตั้งครรภ์ได้ครั้งละ 1 คน แต่ถ้าหากคุณแม่ตั้งครรภ์แฝดในท้องเดียวอาจทำให้เกิดภาวะผิดปกติในร่างกายเกิดขึ้นหลายอย่าง ถ้าหากดูแลตัวเองไม่ดี มีโอกาสแท้งได้สูงโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก 2. มีภาวะรกเกาะต่ำ อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าตำแหน่งที่รกเกาะแน่นจะเป็นจุดฝั่งตัวของทารก ซึ่งเหตุการณ์นี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ยิ่งคุณตั้งครรภ์สอดจะทำให้รกเกาะต่ำใกล้ปากมดลูก  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีอาการผิดปกติใด แต่ถ้าหากถึงช่วงเวลาที่มดลูกมีการแข็งตัวว่าจะถึงก่อนกำหนดหรือเมื่อครบกำหนด 9 เดือนก็ตาม กราบขอบพระคุณท่านมีโอกาสเลือกตกและอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยคิดเรา ดังนั้นถ้าคุณตั้งครรภ์แฝดจะต้องมั่นใจว่า รกเกาะอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องก่อนถึงกำหนดคลอดนั่นเอง 3. มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดสูง โดยปกติแล้ว อายุครรภ์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 38-41 สัปดาห์ แต่ถ้าหากคุณแม่คลอดก่อนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ ทางการแพทย์นับว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด  จะยิ่งทำให้ทารกมีน้ำหนักตัวน้อย เกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง  ดังนั้น ถ้าคุณตั้งครรภ์แฝด แนะนำให้สังเกตอาการ ถ้าหากมีอาการปวดท้องเป็นพักๆ ท้องแข็งบ่อยขึ้น มีอาการปวดหลังด้านล่างบริเวณก้นกบ รวมไปถึงมีเลือดออกทางช่องคลอดให้รีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน 4. มีภาวะรกเสื่อม […]

หากไม่อยากให้ลูกพัฒนาการถดถอย ต้องหลีกเลี่ยงคำพูดเหล่านี้อย่างเด็ดขาด

การแก้ไข

คำพูดที่ทำให้ลูกพัฒนาการถดถอย คุณพ่อคุณแม่คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วว่า คำพูดของคุณนั้นมีผลต่อพัฒนาการของลูกอย่างมาก เด็กจะเติบโตมามีลักษณะนิสัยอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำพูดของคุณเป็นหลัก ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่พูดอย่างสร้างสรรค์ พูดในเชิงบวกจากช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีอย่างก้าวกระโดด ในขณะเดียวกัน การห้าม หรือการบังคับ ขู่เข็ญ ถือเป็นคำพูดเชิงลบ ที่จะตัดทอนกำลังใจ ทำให้ลูกรู้สึกไม่มั่นใจในตนเอง และที่สำคัญอาจทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ถดถอยลงได้ ดังนั้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของคำพูดมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจึงได้รวบรวมคำพูดที่คุณควรหลีกเลี่ยงมาฝากกัน จะมีคำพูดใดที่มีผลต่อพัฒนาการบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย  1. คำสั่งห้าม เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนจะต้องเคยพูดคำนี้ออกมาอยู่บ่อยครั้งอย่างแน่นอน อาจจะมาจาก ความเป็นห่วง หรือความกังวลใจ กลัวลูกจะได้รับอันตราย แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการสั่งห้ามเด็กบ่อยๆไม่ว่าจะเป็นคำว่า ไม่นะ อย่าทำนะ หยุด ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ จะทำให้เด็กขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ถ้าหากว่าทำแล้วเป็นอันตรายก็สามารถที่จะพูดได้ แต่ถ้าหากพิจารณาแล้วไม่เกิดอันตราย เราขอแนะนำให้คุณใช้คำพูดเพื่อหลีกเลี่ยงแทนการห้าม เช่น อย่าวิ่งนะเดี๋ยวล้ม เปลี่ยนเป็น เดินจับมือแม่ไว้นะคะจะได้ไม่ล้ม เป็นต้น 2. ไม่พูดเปรียบเทียบประชดประชัน คำพูดเหล่านี้ทำร้ายจิตใจเด็กอย่างมาก โดยเฉพาะการเปรียบเทียบความสามารถของลูกคุณเองกับเด็กคนอื่นที่เก่งกว่า จะทำให้พัฒนาการของลูกถดถอย ทำให้ลูกขาดความมั่นใจในตนเอง ไม่กล้าที่จะแสดงความสามารถที่ตนเองมี กลายเป็นเด็กขี้อิจฉา และสร้างทัศนคติทางลบให้กับลูก ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพนั้นคุณไม่ควรที่จะคาดหวังในความสามารถของลูก […]

5 วิธีกู้ความรักและความไว้ใจจากลูกกลับคืนมา ช่วยสร้างความอบอุ่นให้ครอบครัวอีกครั้ง

การแก้ไข

วิธีกู้ความรักจากลูกกลับคืนมา  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพ่อแม่ในยุคสมัยปัจจุบันนี้มีภารกิจที่ต้องทำมากมาย จนทำให้บางครั้งเวลาที่มีให้กับลูกลดน้อยลง สร้างปัญหาต่างๆตามมามากมาย โดยเฉพาะลูกในวัยอนุบาลที่ต้องการความสนใจและความใส่ใจจากครอบครัวเป็นพิเศษ ถ้าหากพ่อแม่มีเวลาให้ลดลง อาจทำให้ลูกเข้าใจผิดว่าพ่อแม่ไม่รักเขาได้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความปวดใจให้กับพ่อแม่เป็นอย่างมากสำหรับวันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการกู้ความรักและความไว้ใจจากลูกกลับคืนมา จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ให้พิจารณาและแก้ปัญหาที่ตัวพ่อแม่เองก่อน ซึ่งเราเข้าใจดีว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นอาจสร้างความวิตกกังวล ความเครียด และความเหนื่อยล้าสะสมให้กับคุณพ่อคุณแม่ จนอาจทำให้ถ่ายทอดพลังงานด้านลบๆนี้ไปสู่ลูกได้ในบางครั้ง ดังนั้นให้คุณลองพิจารณาตัวคุณเองดูก่อนว่าการที่ลูกรู้สึกว่าคุณไม่รักนั้นเกิดจากสาเหตุใด อาจเป็นเพราะอารมณ์ที่เราเผลอแสดงด้านลบใส่ลูก หรืออาจเป็นเพราะคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ หากเป็นเช่นนี้ให้คุณรีบขอโทษลูกในทันที คำขอโทษจะทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้น นอกจากนี้การยิ้ม ยังช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ให้บรรยากาศภายในบ้านนั้นดีขึ้นได้อย่างง่ายดาย  2. อยู่เคียงข้างลูก โดยเฉพาะลูกในวัยอนุบาลอาจจะต้องพบเจอและปรับตัวกับสภาวะแวดล้อมต่างๆมากมายซึ่งแน่นอนว่าเขาจะต้องพบกับสถานการณ์ต่างๆที่อาจจะกระทบต่อจิตใจเขาจนยากเกินจะควบคุม สิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำได้คือการคอยอยู่เคียงข้างลูก เข้าใจและช่วยแก้ไขสถานการณ์เยียวยาให้ความรู้สึกของลูกกลับมาดีขึ้นได้ ด้วยการรับฟังความรู้สึกของลูก วิธีนี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกไว้ใจและรักคุณมากยิ่งขึ้น 3. กอดลูกให้มากขึ้น อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าเด็กในวัยอนุบาลนั้นจะมีช่วงอารมณ์ที่ไม่คงที่ บางครั้งเขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ให้คุณแสดงความรักด้วยการกอดเขา ช่วยพูดแต่สิ่งดีๆให้เขารู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น  การแสดงความรักเช่นนี้ จะทำให้ลูกสามารถสงบสติอารมณ์และควบคุมตนเองได้มากขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยกอบกู้ความรักและความไว้ใจจากลูกกลับคืนมาได้  4. เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกัน การเลี้ยงลูกนั้นใครๆก็เลี้ยงได้ แต่จะเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพและเติบโตมาอย่างมีคุณภาพนั้นเป็นงานที่หนักหนาพอสมควร คุณจะต้องทุ่มทั้งแรงกายแรงใจ ต้องควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ดี และที่สำคัญคุณจะต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้เข้ากับลูกให้ได้มากที่สุด การเข้าใจ เอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอถือเป็นการแสดงความรักที่ยั่งยืน จะช่วยให้ลูกซึมซับและสัมผัสกับความรักที่แท้จริงของคุณได้มากยิ่งขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องคาดหวังเลยว่าจะให้เขาเติบโตมาในรูปแบบไหน เพียงแค่คุณทำให้เขามีความสุขในทุกวัน สนุกกับการเรียนรู้ อย่างไร้ขีดจำกัด หากมีข้อที่ต้องแก้ไขหรือปรับปรุงก็ให้เรียนรู้ไปพร้อมๆกันจะช่วยให้การเลี้ยงลูกนั้นมีคุณภาพและช่วยให้เขาดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นนั่นเอง  5. มีเวลาให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพ่อแม่ยุคใหม่นั้นมีภาระที่ต้องรับผิดชอบมากมาย […]

ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกอย่างคาดไม่ถึง

การแก้ไข

ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กที่เติบโตมาในยุคสมัยนี้นั้นจะต้องพบเจอกับปัญหามากมายรอบตัวไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองหรือปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่ระบาดหนัก ทำให้เด็กในยุคนี้ต้องสู้ชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งคุณทราบหรือไม่ว่าปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัวนั้นส่งผลกระทบรุนแรงต่อพัฒนาการของลูก เพราะการเลี้ยงเด็กให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพนั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีสถานะการเงินที่มั่นคง และเพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมลูกให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ วันนี้เราจึงรวบรวมผลกระทบที่จะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกถ้าหากเรามีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจภายในครอบครัว จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ส่งผลกระทบต่อภาวะทางอารมณ์ของลูก จากการสำรวจพบว่าเด็กที่เติบโตมาในสังคมที่มีปัญหาทางด้านการเงินมักจะส่งผลกระทบในเรื่องของพัฒนาการทางด้านอารมณ์และพฤติกรรมของลูกโดยตรง เด็กอาจจะมีความเครียดสะสม จากปัญหาเรื่องเงินที่ต้องเผชิญกับครอบครัว เพราะโดยปกติแล้ว เด็กเล็กยังไม่เข้าใจเหตุผลต่างๆมากนัก ปัญหาการเงินจะทำให้ลูกมีข้อจำกัดในชีวิตมากมาย ไม่มีของเล่นของใช้เหมือนเพื่อนๆคนอื่นจนอาจเกิดเป็นอารมณ์น้อยใจ ในเด็กบางคนที่มีความต้องการสูง ปัญหาการเงินนี้อาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นทำให้ลูก กลายเป็นเด็กซึมเศร้าได้เลยทีเดียว 2. ผลกระทบทางด้านการเลี้ยงดู โดยครอบครัวที่มีปัญหาทางด้านการเงินนั้น จะมีวิถีการเลี้ยงลูกที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพ่อแม่ที่มีความพร้อมทางด้านการเงิน ซึ่งดีที่สุดของแต่ละครอบครัวไม่เท่ากัน ปัญหาเศรษฐกิจที่ครอบครัวต้องเผชิญอาจมีข้อจำกัดในการเลี้ยงดูลูกมากขึ้น เช่น ไม่สามารถพาลูกออกไปเที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ๆบ้าง  แตกต่างจากครอบครัวที่มีความพร้อมทางด้านการเงิน ที่สามารถพาลูกไปเจอสภาวะแวดล้อมที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆของลูกได้อย่างก้าวกระโดด เป็นต้น ดังนั้นหากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ เราขอแนะนำให้คุณหลีกเลี่ยงพูดคุยปัญหาทางด้านการเงินให้ลูกได้รับรู้ พยายามสร้างบรรยากาศภายในครอบครัวให้อบอุ่นอยู่เสมอ สร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ควบคุมอารมณ์ให้คงที่ไม่วีนเหวี่ยงใส่ลูก จะช่วยให้บรรยากาศภายในครอบครัวดีมากขึ้นได้  3. ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของลูก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเงินนั้นมีความสำคัญในการเลี้ยงดูเด็กเป็นอย่างมาก สามารถช่วยซื้อโอกาสดีๆให้กับลูกได้ เริ่มตั้งแต่การตั้งครรภ์อยู่ในท้อง การดูแลด้านโภชนาการ ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่  ไปจนถึงกันเลือกโรงเรียนเข้าศึกษา ที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ  ดีจะช่วยกระตุ้นความสามารถและพัฒนาการของลูกได้ดีมากกว่า ดังนั้นจะเห็นได้ว่าครอบครัวที่มีความพร้อมทางด้านการเงินมักจะส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีได้อย่างก้าวกระโดด 4. ส่งผลกระทบทางด้านการเข้าสังคม คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าอาชีพของคุณนั้นเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเลือกสังคมในอนาคตให้กับลูกได้เลย […]

5 วิธีแก้ปัญหาปากแห้งแตกลอกของคุณแม่ให้นมบุตรที่ร่างกายขาดน้ำ

การแก้ไข

วิธีแก้ปากแห้งของคุณแม่ให้นมบุตร อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าคุณแม่ที่ให้นมบุตรนั้นร่างกายจะต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอโดยเฉพาะน้ำ เพราะน้ำนมก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบซึ่งในขณะที่เราให้นมลูกนั้นจะรู้สึกได้เลยว่าร่างกายเราหิวน้ำมากขึ้น ถ้าเกิดคุณแม่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้มีน้ำนมน้อยแล้วยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางด้านอื่นๆอีกด้วยรวมไปถึงมีปัญหาปากแห้งแตกลอกอย่างแน่นอน สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป เพราะเราได้รวบรวมเคล็ดลับแก้ปากแห้งแตกลอกเป็นขุยด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากกัน จะมีวิธีทำอย่างไรบ้างนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเลย 1. ใช้สารสกัดจากน้ำมันมะพร้าวเข้าบำรุงอย่างล้ำลึก มาเริ่มกันที่สุดแรกคือสูตรน้ำมันมะพร้าว นายน้ำมันมะพร้าวนั้นมีสารสกัดที่เป็นประโยชน์สามารถช่วยฟื้นบำรุงริมฝีปากของคุณแม่ให้กลับมานุ่มฟูได้อีกครั้ง โดยตรงช่วยเข้าฟื้นบำรุงบริเวณที่มีความแห้งแตกหรือเป็นแผล ช่วยรักษาและสมานแผลได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญน้ำมันมะพร้าว ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาปากคล้ำ ได้อีกด้วย เพียงแค่คุณแม่นำน้ำมันมะพร้าวมาหยด  1-2 หยดมาทาบริเวณริมฝีปากและนวดเบาๆ สามารถทำได้ทุกวัน ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วคุณจะรู้สึกเลยว่าปากนั้นชุ่มชื้นและนุ่มมากขึ้นรวมไปถึง ช่วยให้ริมฝีปากอมชมพูดูอิ่มอวบได้อีกด้วย 2. สูตรน้ำผึ้งน้ำตาล เป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลายคนนิยมนำมาใช้กันมากโดยการนำน้ำผึ้งและน้ำตาลมาช่วยสครับริมฝีปาก บริเวณที่มีการแห้งแตกเป็นขุย น้ำตาลจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกอย่างอ่อนโยน ในส่วนของน้ำผึ้งนั้นก็จะช่วยบำรุงให้ริมฝีปากของคุณอ่อนนุ่มและดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้มีความคันน้อยลงได้อีกด้วย คุณแม่สามารถทำได้โดยการนำน้ำผึ้ง1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำตาล 1 ช้อนชา นำมาทาให้ทั่วริมฝีปากถูเบาๆทิ้งไว้ 5 นาทีจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ริมฝีปากของคุณดูอิ่มมากยิ่งขึ้น 3. ชาเขียวช่วยสมานผิว สำหรับคุณแม่ให้นมบุตรที่ร่างกายขาดน้ำมากจนอาจทำให้ริมฝีปากนั้นมีการแห้งแตกและแสบ อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ริมฝีปากของคุณแม่ฟื้นตัวได้ไวขึ้นคือการใช้ชาเขียวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตรงเข้าช่วยฟื้นฟูและสมานผิวที่แห้งแตกนั้นให้กลับมาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคุณแม่สามารถทำได้โดยการนำชาเขียว 1 ถุง หย่อนลงในน้ำร้อน 1 แก้วประมาณ 2-3 นาที จากนั้นนำถุงชาเขียวมาแนบไว้บริเวณริมฝีปากที่แห้งแตกเป็นแผล ทำไปบ่อยจะช่วยให้แผลสมานได้ไวยิ่งขึ้น 4. บำรุงริมฝีปากด้วยแตงกวา คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าแตงกวานั้นอุดมไปด้วยน้ำเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่ที่ขาดน้ำและมีริมฝีปากที่แห้งแตกแตงกวานี้ […]

5 วิธีรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อลูกทำผิดพลาด พ่อแม่ควรสอนลูกอย่างไรดี?

การแก้ไข

วิธีรับมือเมื่อลูกทำผิด อีกหนึ่งปัญหาของคุณพ่อคุณแม่ที่ท้าทายในการเลี้ยงลูกนั้นก็คือ การรับมือเมื่อลูกทำผิดพลาด รวมไปถึงการอบรมสั่งสอนอย่างไรดีให้ลูกเปิดใจรับฟัง ซึ่งเด็กแต่ละคนนั่นมีความคิดเป็นของตัวเอง และมีความดื้อที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมีชั้นเชิงในการรับมือกับความผิดพลาดของลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังเป็นกังวลใจในเรื่องนี้ สามารถติดตามรายละเอียดกันได้เลย 1. รับฟังเหตุผลของลูกก่อนเสมอ เป็นอันดับแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องคำนึงถึงมากที่สุดนั่นคือจิตใจของลูก ให้คุณท่องไว้เสมอว่าทุกๆครั้งที่เกิดความผิดพลาดนั้นย่อมมีที่มาที่ไปอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าลูกจะต้องมีเหตุผลของตนเอง ให้คุณเปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบายเหตุผลของตนเองว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ซึ่งการถามถึงเหตุผลนั้นไม่ใช่เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้แก้ตัวแต่เราจะได้ทราบความรู้สึกของลูกที่แท้จริงว่าลูกกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงทำเช่นนั้นลงไป ข้อนี้มีประโยชน์อย่างมาก ที่คุณจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาและปรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นของลูกให้ถูกทางมากยิ่งขึ้น  2. สอนให้ลูกรู้จักแก้ไขปัญหาเมื่อทำผิดพลาด ทุกๆครั้งที่ลูกทำผิด ให้คุณคิดไว้เสมอว่ามันคือการเรียนรู้ คุณสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ไม่มีใครที่จะทำถูกต้องในทุกๆเรื่อง เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นให้คุณสอนลูกวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่กระทำผิด ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ตามมา รวมไปถึงเป็นการเปิดโอกาสให้คุณได้ปลูกฝังลูก วิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำผิดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆอีกนั่นเอง 3. เมื่อทำผิดแล้วต้องรู้จักขอโทษ การทำผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในเด็กวัยกำลังเรียนรู้ โดยเฉพาะเด็กที่ต้องไปโรงเรียน ลูกจะมีสังคมใหม่ได้อยู่กับเพื่อนหรืออยู่กับคนแปลกหน้ามากยิ่งขึ้น บางครั้งอาจจะยังปรับตัวไม่ค่อยได้ หรืออาจจะมีปัญหากระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่คุณต้องปลูกฝังให้ลูกตระหนักถึงทุกครั้งเมื่อทำความผิด นั่นคือการรู้จักขอโทษ แล้วจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดนี้ขึ้นอีก เช่น การแย่งขนมเพื่อน ถ้าลูกเผลอทำโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้รีบกล่าวขอโทษจากใจจริง พร้อมทั้งกับปลูกฝังให้ลูกรู้สึกเห็นใจผู้อื่นว่าถ้าหากมีคนมาแย่งขนมลูกแบบนี้ดูจะรู้สึกอย่างไร จะทำให้เขาเข้าใจและเห็นภาพการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น 4. เมื่อลูกทำผิดพลาดให้คุณใช้พฤติกรรมเชิงบวกเข้าหาลูก หลายครั้งที่เราเห็นลูกทำความผิดแล้วพ่อแม่มักจะอารมณ์เสียโมโหหงุดหงิดโวยวายใส่ลูก ทำให้เด็กนั้นเกิดความหวาดระแวงและเมื่อทำผิดซ้ำสองเขาจะไม่กล้าที่จะพูดความจริง ดังนั้นการเลี้ยงลูกในยุคสมัยใหม่นี้แนะนำให้ใช้พฤติกรรมเชิงบวกเข้าหาลูก ถามหาเหตุผลด้วยความใจเย็น เปลี่ยนจากคำพูดรุนแรงหรือการตลาดที่ทำให้เด็กรู้สึกกลัว เช่น […]

5 ผลกระทบร้ายแรงต่อพัฒนาการของลูก หากพ่อแม่ชอบหลอกให้ลูกกลัวอยู่บ่อยๆ

การแก้ไข

ผลกระทบของการหลอกให้ลูกกลัว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันนั้นละเอียดอ่อน ต้องทำความเข้าใจอยู่มากมายเลยทีเดียว แตกต่างจากการเลี้ยงลูกสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการหลอกให้ลูกกลัว พ่อแม่ยุคใหม่รู้ดีว่าการชอบพูดขู่ลูกนั้นจะส่งผลเสียร้ายแรง และกระทบต่อพัฒนาการของลูกโดยตรง ทำให้สมองของลูกพัฒนาได้ไม่เต็มที่ การเรียนรู้ถูกขัดขวางในทันที  ไม่ว่าจะเป็นการพูดขู่ การหลอกให้กลัว หรือแม้กระทั่งการโกหก ล้วนแล้วแต่ทำให้ลูก ฝังใจไปจนโตทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อให้ตระหนักถึงผลเสียต่อพัฒนาการของมากยิ่งขึ้น เราจึงรวบรวมผลเสียที่ร้ายแรง กระทบต่อพัฒนาการด้านต่างๆของลูกมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. หากถูกหลอกให้กลัวบ่อยๆ ลูกจะไม่เชื่อใจคุณอีกต่อไป เมื่อเด็กมีพัฒนาการที่่สามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโกหก แล้วพบว่าคนใกล้ชิดของเขาชอบหลอก หรือโกหกเขาอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้เขาไม่เชื่อถือในคำพูด และไม่เชื่อใจคุณอีกต่อไป พฤติกรรมเหล่านี้ถ้าหากโดนกระทำซ้ำๆจะส่งผลกระทบต่อจิตใจระยะยาว เขาจะไม่เชื่อคุณสนิทใจถ้าหากคุณพูดจริง ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมนี้ เพียงเพาะอยากให้เขาทำตามเราในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น 2. ลูกจะเลียนแบบและชอบพูดโกหก จากการสำรวจพบว่า มีงานวิจัยจากประเทศสิงคโปร์รองรับ ถ้าหากพ่อแม่ชอบพูดหลอก พูดขู่ให้กลัว ยิ่งพูดมากเท่าไหร่จะยิ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของลูกโดยตรง ทำให้เขาซึมซับนิสัยการชอบหลอก ชอบขู่คนอื่น จนกลายเป็นเด็กขี้โกหกได้เลย ซึ่งถ้าหากถึงเวลานั้น จะยิ่งแก้ไขนิสัยเหล่านั้นได้ยากยิ่งขึ้น 3. หลอกให้กลัวจนเกิดความเข้าใจผิดกระทบกับชีวิตประจำวัน เรามักจะเคยได้ยินผู้ใหญ่ไม่น้อยเลยที่ชอบขู่ให้เด็กหลัวด้วยการอ้างพฤติกรรมในชีวิตประจำวันทำให้เด็กเกิดฝังใจ และเข้าใจผิดเช่น อย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาเลย อย่าเสียงดังนะ เดี๋ยวตำรวจมาจับ อย่าวิ่งไปนะเดี็ยวกระสือมา เป็นต้น […]

5 วิธีรับมือกับนิสัย เถียงคำไม่ตกฟากของลูก พร้อมกับสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

การแก้ไข

วิธีรับมือกับนิสัยเถียงคำไม่ตกฟากของลูก อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับแม่ๆได้มากเลยทีเดียวกับนิสัยชอบพูด ชอบเถียงของเด็กๆ ซึ่งคุณทราบหรือไม่ว่า เป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของลูกน้อยในช่วง 3-5 ปี ที่กำลังมีความคิดเป็นของตนเองและกำลังฝึกฝนกระบวนการความคิดให้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าในช่วงนี้ลูกจะมีทักษะการสื่อสารที่ดีมากยิ่งขึ้นจึงใช้ยามใช้คำพูดที่จะอธิบายความรู้สึกและแสดงความต้องการของตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิมจนอาจกลายเป็นการเถียงพ่อแม่ขึ้นได้ แต่ที่จริงแล้วลูกแค่จะพยายามสื่อสารและอธิบายทุกอย่างที่เขาต้องการให้คุณทราบเท่านั้นเอง ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องมีวิธีการรับมือกับคำถามหรือปัญหาเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะทำให้พัฒนาการของลูกนั้นก้าวกระโดดและไม่เป็นการตัดโอกาสทางความคิดของลูกด้วย  1. ไม่เข้าใจความหมายของภาษาอย่างถ่องแท้ ถือเป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ลูกอาจจะใช้ภาษาในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมมากนัก เพราะภาษาไทยส่วนใหญ่แล้วมีความหมายที่ลึกซึ้ง ถ้าหากยังสื่อสารไม่คล่องแคล่ว อาจทำให้กลายเป็นภาษาที่ห้วน ดูไม่น่าฟังเหมือการเถียง แต่อันที่จริงแล้วลูกอาจแค่อธิบายถึงความรู้สึกของเขาในขณะนั้น เท่านั้นเอง เช่น เมื่อเขารู้สึกไม่อยากทำ ให้คุณพ่อคุณแม่พยายามใช้คำพูดหรือเรียบเรียงภาษาให้ลูกเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น จะช่วยให้ลูกซึมซับและใช้ภาษาได้ดียิ่งขึ้น 2. อาจเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิด ธรรมชาติของเด็กนั้นมักจะเรียนรู้กับสิ่งที่อยู่รอบตัว ถ้าหากสิ่งแวดล้อมของลูกเต็มไปด้วยการพูดจาโต้เถียง หรือมีพฤติกรรมที่พูดห้วนๆไม่น่าฟัง ลูกก็จะเรียนแบบและจดจำนำมาทำตามบ้าง เพราะคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องใครๆก็ทำกันทั่วไป ดังนั้น แนะนำว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงภาษาหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเวลาอยู่ต่อหน้าลูก งดการโต้เถียง และลดการใช้สีหน้าท่าทางที่ไม่เหมาะสม ให้ควบคุมสติและอารมณ์ให้อยู่ จะช่วยลดพฤติกรรมการเถียงพ่อแม่ลงได้มากเลยทีเดียว 3. ยอมรับและเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่าการถกเถียงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยที่กำลังช่างพูดช่างจา ให้คุณพยายามเข้าใจว่านี่คือธรรมชาติของเด็กซึ่งแต่ละคนอาจจะมีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างกัน เด็กบางคนโต้เถียงเพราะอาจจะแสดงความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วย และพยายามที่จะบอกกล่าวถึงสิ่งที่เขาต้องการ ในขณะที่เด็กบางคนไม่ใช้การถกเถียงแต่เป็นพฤติกรรมที่นิ่งเฉยแต่ไม่เชื่อฟังก็มี ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้แนะนำว่าให้คุณสังเกตพฤติกรรมของลูกและพยายามปรับตัวเข้าหาลูกไม่ปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็นของลูก และไม่ออกคำสั่ง เพราะ จะยิ่งทำให้ลูกนั้นเกิดการต่อต้านมากยิ่งขึ้นนั่น   4. ถกเถียงเพื่อต้องการเป็นที่ยอม อีกหนึ่งสาเหตุที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดใจของพฤติกรรมการชอบเถียงของลูกนั่นคือการอยากให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของคนอื่นมากยิ่งขึ้น จึงพยายามที่จะอธิบายความคิดของตนเองออกมา และถ้าหากเกิดการคัดค้านหรือปฏิเสธขึ้น ลูกก็อาจจะมีพฤติกรรมที่หาเหตุผลมาอธิบาย […]

5 ต้นไม้ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะอาจเป็นอันตรายกับลูกน้อย

การแก้ไข

ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านชื่นชอบการปลูกต้นไม้บริเวณรั้วบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ร่มเงา ปรับภูมิทัศน์ของบ้านให้ดูสดชื่นมีความสวยงามร่มรื่นน่าอยู่มากขึ้นแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด และช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่คุณทราบหรือไม่ว่ามีต้นไม้หลายชนิดที่มีพิษรุนแรงและอาจเป็นอันตรายกับเด็กได้ ดังนั้นเพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกมากยิ่งขึ้นเราจึงรวบรวม ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้านมาฝากกันจะมีต้นใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ต้นทองหลาง เป็นต้นไม้พี่มีคุณประโยชน์มากมายหลากหลายด้าน ชาวไร่ชาวสวนมากนิยมปลูกต้นนี้เพื่อใช้ยึดดิน และใช้เป็นปุ๋ย ซึ่ง ต้น ดอก ใบ ของทองหลาง อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับดิน แต่ถ้าหากบ้านคุณมีลูกน้อยไม่แนะนำให้ปลูกต้นทองหลาง เพราะ ใบและเปลือก รวมถึงเมล็ดของทองหลางนั้นมีพิษ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกได้เช่นอาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะได้   2. สาวน้อยประแป้ง เป็นอีกหนึ่งชนิดที่มีผู้คนนิยมนำมาปลูกไว้ประดับบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศได้ด้วย แต่ถ้าหากบ้านไหนมีเด็กวัยกำลังซนถ้าหากเผลอกินใบของว่านสาวน้อยประแป้งเข้าไป ผิดที่อยู่ในน้ำหล่อเลี้ยงจะส่งผลกระทบทำให้ลิ้นไหม้ และมีอาการบวมถึงขั้นปิดกั้นระบบทางเดินหายใจได้เลยทีเดียว ถ้าหากกินเข้าไปเป็นจำนวนมากอาจทำให้อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ดังนั้นถ้าหากบ้านคุณมีลูกน้อยแนะนำว่าไม่ควรปลูกจะดีที่สุด 3. ต้นยี่โถ เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ายี่โถนั้นเป็นไม้ประดับที่ออกดอกสวยงามหลากสีสัน ช่วยให้บ้านของคุณร่มรื่นและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น มีทั้งสีชมพูเข้ม สีชมพูอ่อน สีเหลือง สีขาว แต่ในขณะเดียวกันต้นยี่โถก็เป็นพิษอันตรายกับเด็กอย่างมาก เนื่องจากทุกส่วนของยี่โถมีแต่สารพิษโดยเฉพาะบริเวณต้นและใบ ถ้าหากเด็กสัมผัสอาจทำให้เกิดอาการมึนงง มีคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง ถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้เลยทีเดียว 4. ว่านเงินไหลมาเทมา เป็นต้นไม้มงคลยอดนิยมที่ปลูกแล้วจะช่วยปรับฮวงจุ้ยของบ้านคุณให้เป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ลักษณะที่โดดเด่นของว่านเงินไหลมาเทมานั้นจะมีใบที่สวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาปลูกประดับตกแต่งไว้ […]