5 เคล็ดลับ ในการรับมือลูกทานอาหารหกเลอะเทอะ พร้อมวิธีการปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการทานอาหาร

การรับมือลูกทานอาหารหกเลอะเทอะ

วิธีรับมือกับลูกทานอาหารหกเลอะเทอะ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้พ่อแม่หลายท่านปวดหัวกันทุกวันอย่างแน่นอน จนทำให้บางครั้งเหนื่อยที่จะเก็บตามจนเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ลูกเลยก็มี ซึ่งเด็กที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยในการหัดทานอาหาร เขาจะมีพฤติกรรมการเลือกทานและกินยากมากขึ้น ซึ่งจะมาพร้อมกับการกินหกเลอะเทอะ หรือติดเล่น ส่วนใหญ่แล้วจะละเลงเป็นผลงานศิลปะลงบนโต๊ะหรือพื้นจนทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านหยุดหงิด และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลูกได้เห็น วันนี้เราจะมีเคล็ดลับในการรับมือกสิกรรมการทานอาหารของลูกในลักษณะนี้มาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. อธิบายถึงเหตุผล ว่าการทานอาหารหกเลอะเทอะนั้นมันส่งผลกระทบทางด้านใดบ้าง เข้าใจคุณพ่อคุณแม่อย่างมากที่จะต้องพบเจอกับสถานการณ์แบบเดิมซ้ำๆในทุกวัน จนทำให้บางครั้งเสียสุขภาพจิต และ มีโอกาสที่จะหงุดหงิดต่อหน้าลูกได้สูงมาก ดังนั้นแนะนำให้ตัดปัญหาด้วยการอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรทานอาหารให้หกเลอะเทอะ เช่น ลูกจะต้องเห็นคุณค่าของอาหาร หรือ อาหารที่ถูกละเลง หรือโยนลงพื้นนั้นจะมีเชื้อโรค เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นต้น 2. ทำอาหารให้สามารถหยิบจับทานได้ง่าย รูปแบบของอาหารก็มีผลสำคัญต่อพฤติกรรมการทานอาหารของลูกมาก ดังนั้น แนะนำให้คุณแม่แบ่งอาหารให้เป็นชิ้นเล็ก ตัดพอดีคำ ทำเป็นแท่งที่สามารถหยิบจับทานได้ง่าย หรืออาจจะใช้เทคนิค BLW ให้ลูกหยิบทานอาหารด้วยมือ ด้วยตัวเอง วิธีนี้ นอกจากจะช่วยลดการกินหกเลอะเทอะแล้ว ยังช่วยให้ลูกได้สัมผัสกับอาหารในลักษณะที่หลากหลายรูปแบบ ได้ฝึกพัฒนาการไปในตัว 3. ส่งเสริมให้ลูกช่วยจัดโต๊ะอาหาร เคล็ดลับนี้สามารถใช้แล้วเห็นผลจริง เมื่อลูกได้เป็นคนลงมือจัดโต๊ะอาหารเอง เขาจะเห็นคุณค่าและความสำคัญของการทานอาหารมากยิ่งขึ้น ก็จะสามารถช่วยลดพฤติกรรมในการทำอาหารหกเลอะโต๊ะได้เป็นอย่างดีนั่นเอง นอกจากนี้คุณลองส่งเสริมให้ลูกเก็บจานข้าวที่ทานเสร็จแล้วด้วยตัวเอง ก็จะทำให้เขาตระหนักและเห็นคุณค่าของการทานอาหารได้มากยิ่งขึ้นแน่นอน 4. นั่งทานข้าวร่วมกันในครอบครัว การทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันจะช่วยให้ลูกเจริญอาหารได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าหากบนโต๊ะอาหารมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ลูกมีความสุขกับการทานอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากขึ้นอีกด้วย […]

ภาวะโรคซึมเศร้าในเด็ก  ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้

ภาวะโรคซึมเศร้าในเด็ก

โรคซึมเศร้าในเด็ก  เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้เิกดขึ้นกับลูก เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ภาวะซึมเศร้านี้จะทำให้เด็กมีความรู้สึกหดหู่ ไม่สดใส มองโลกในแง่ร้าย จิตใจบอบบาง ไม่สามารถที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงได้ หากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและทำให้เด็กนั้นไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กให้กลับมาเป็นปกติได้โดยเร็วที่สุด วันนี้เราจึงรวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในเด็กมาฝากกัน จะมีพฤติกรรม สาเหตุ รวมถึงวิธีการแก้ไขอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ลักษณะของภาวะโรคซึมเศร้าในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ง่ายๆด้วยการดูจากภาวะทางอารมณ์ของลูกเป็นหลัก ผู้ป่วยจากมีความรู้สึกเศร้า ไม่สดใส มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายและสิ้นหวังอยู่เสมอ บางรายมีอาการหนักถึงขั้นรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านความคิดและสติปัญญา นำไปสู่ปัญหาในเรื่องของสุขภาพกายและใจในอนาคต  2. สาเหตุของโรคซึมเศร้าในเด็ก อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยสามารถจำแนกได้เป็นสาเหตุที่มาจากพันธุกรรม จากการศึกษาพบว่าเด็กที่มีพ่อแม่เป็นภาวะซึมเศร้า ส่วนมากจะถ่ายทอดมาสู่เด็กด้วย โดยภาวะซึมเศร้านี้จะพบว่าสารเคมีในสมองนั้นเกิดการหลั่งผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมอารมณ์และจิตใจได้ รวมไปถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น สภาพแวดล้อมการเป็นอยู่ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่อาจจะกระทบกระเทือนติดใจของลูก เช่น การสูญเสียอวัยวะ การเป็นโรคร้ายต่างๆ เป็นต้น 3. จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกเป็นโรคซึมเศร้า แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ทำใจได้ยากมาก แต่คุณจะต้องตั้งสติและยอมรับกับภาวะที่ลูกเป็นให้ได้ โดยที่ไม่ทั่วถึงอดีตที่ผ่านมา คุณต้องยึดลูกเป็นศูนย์กลางคอยรับฟังปัญหาต่างๆลูกอย่างเข้าใจ เป็นทุกอย่างให้กบลูก ให้เขารู้สึกสบายใจที่สุดเมื่ออยู่กับเรา โดยคุณสามารถกระตุ้นหรือสนับสนุนให้เขาทำกิจกรรมในแต่ละวันเพื่อลดความซึมเศร้าลง ให้เขามีความสนุกสนานในชีวิตมากยิ่งขึ้น ทานยาอย่างต่อเนื่อง และดูแลสภาพจิตใจและร่างกายของลูกให้แข็งแรงอยู่เสมอ ถ้ามีพ่อแม่คอยสนับสนุน จะช่วยให้เขามีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจที่ดียิ่งขึ้น […]

5 วิธีรับมือ กับปัญหา คุณสามีไม่ช่วยเลี้ยงลูก

วิธีรับมือ กับปัญหา

การแก้ปัญหาสามีไม่ช่วยเลี้ยงลูก เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่แทบจะเกิดกับทุกครอบครัวอย่างแน่นอน การใช้ชีวิตร่วมกันในบทบาท พ่อกับแม่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้งคู่จะต้องมีการปรับตัวมากพอๆกัน แต่เรื่องของการเลี้ยงลูกตั้งแต่สมัยโบราณแล้วที่ยึดถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่ต้องคอยดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน หลายคนเหนื่อย ท้อ จนเป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเริ่มสั่นคลอน ปัญหานี้จะลดน้อยลง หากคุณสามีช่วยแบ่งเบาภาระ ช่วยดูแลลูกแทนแม่บ้าง จะทำให้อีกฝ่ายมีกำลังใจ และมีพลังพร้อมสู้ต่อไปในทุกวันนั่นเอง วันนี้เราจึงมีวิธีในการรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้มาฝากกัน ดังนี้ 1. แสดงให้สามีรู้ว่าเขามีความสำคัญกับลูกมาก ซึ่งแน่นอนว่าการเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชายไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว การพูดหว่านล้อมด้วยเหตุผลหรือแสดงพฤติกรรมต่างๆนานาออกมาให้เขาช่วยเลี้ยงลูกบ้าง มักจะไม่เห็นผล สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือพยายามแสดงให้สามีรู้ว่าเขามีประโยชน์มากถ้าช่วยดูแลลูก ถ้าคุณพ่อเล่นกับลูกบ่อยๆจะทำให้เขาซึมซับและมีความเข้มแข็งในแบบลูกผู้ชาย หรือการเล่นซ่อนแอบกับเด็กผู้หญิง ก็จะช่วยลดระยะห่างระหว่างคุณพ่อกับลูกลงได้และทำให้พ่อสนิทกับลูกได้มากยิ่งขึ้น จะทำให้คุณสามีตระหนักถึงความสำคัญเมื่อได้อยู่กับลูกมากยิ่งขึ้น 2. ให้คุณพ่อพาลูกเข้านอนบ้าง การพาลูกเข้านอนนั้นจะช่วยเสริมสร้างความผูกพันระหว่างคุณสามีกับลูกได้เป็นอย่างดี จะทำให้เขารู้สึกรักและอยากปกป้องลูกของเขามากยิ่งขึ้น โดยส่งเสริมให้คุณสามีพาลูกหลับบนอก เพราะวิธีนี้จะช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นระหว่างพ่อกับลูกให้แน่นได้มากยิ่งขึ้น สามีจะรับรู้ไว้ว่าเป็นช่วงเวลาความสุขที่มีความสำคัญกับเขามาก และจะเห็นคุณค่าของช่วงเวลานี้ได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง 3. ไม่ควรใช้อารมณ์บังคับสามี ข้อนี้ต้องระวังเป็นอย่างมาก เพราะ คุณแม่ที่เลี้ยงลูกคนเดียว จะมีความเหนื่อยล้าสะสม มีความท้อแท้ ไม่สดชื่น จนในบางครั้งเผลอระเบิดอารมณ์ใส่สามีซะดื้อๆ จะทำให้เขารู้สึกรำคาญ และไม่มีความสุข จนเกิดอารมณ์ต่อต้าน หากเป็นแบบนี้บ่อยๆจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งแนะนำว่าให้คุณใช้จิตวิทยาในการพูด  หรืออาจจะใช้วิธีการอ้อน ก็จะช่วยให้เขาใจอ่อนและยอมช่วยงานได้อย่างง่ายๆเลยล่ะ  4. คอยให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผู้ชายนั้นเป็นเพศที่มีความแข็งแระด้าง […]

5 ผลกระทบ จากนิสัยชอบจู้จี้จุกจิกกับลูกมากจนเกินไป

นิสัยชอบจู้จี้จุกจิก

ผลกระทบจากนิสัยจู้จี้จุกจิกของพ่อแม่ เข้าใจว่าธรรมชาติของความเป็นพ่อแม่ต้องอยากอบรมสั่งสอนให้ลูกได้ดี ให้ลูกปฏิบัติตัวน่ารักอยู่ในกรอบระเบียบ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า การขี้บ่น หรือบงการชีวิตลูกมากจนเกินไป ส่งผลกระทบต่อเด็กมากมาย นอกจากจะทำให้บรรยากาศภายในบ้านเสียเสีย ยังทำให้เด็กไม่มีความสุขในการอยู่บ้านอีกด้วย บางครั้งสิ่งไหนที่ควรปล่อยผ่านได้ ก็ต้องยอมปล่อยผ่านเพื่อให้ลูกได้เป็นตัวของตัวเอง มีความคิดและสามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ถ้าหากคุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ขี้บ่น ขี้จุกจิก วันนี้เราได้รวบรวมผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกมาฝากเพื่อให้คุณได้ตระหนักถึงมากยิ่งขึ้น จะมีอะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. กระตุ้นให้ลูกเกิดการต่อต้านมากขึ้น เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เขาจะมีความคิดและทัศนคติที่เปลี่ยนไป อยากลองทำอะไรใหม่ๆด้วยตัวเอง กล้าคิดกล้าตัดสินใจมากยิ่งขึ้น และถ้าหากคุณไปจู้จี้จุกจิกเขามากจนเกินไป อาจเนื่องด้วยความหวังดี แต่ เขาจะเกิดอารมณ์ต่อต้าน ไม่ยอมทำตาม นอกจากจะไม่เชื่อในสิ่งที่เราพูดแล้ว คุณยังสร้างความอึดอัดใจให้เขาทางอ้อมอีกด้วย จนอาจส่งผลกระทบทางลบที่ร้ายแรง เช่น กลายเป็นเด็กเก็บกด ทำให้ลูกมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมในอนาคตขึ้นได้ 2. ทำลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แน่นอนว่า เด็กที่เริ่มโตแล้วเขาอยากจะมีความคิดเป็นของตัวเอง การที่คุณไปบงการชีวิตเขา ทำให้เขาจะเริ่มรู้สึกไม่อยากใช้เวลาร่วมกับพ่อแม่ อยู่แล้วไม่มีความสุข ความคิดไม่ตรงกับ ทำอะไรก็โดนบ่น โดนดุ่ด่าว่ากล่าวไปเสียหมด จนอาจทำให้เขารู้สึกอึดอัดใจและไม่เป็นตัวของตัวเองในที่สุด ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นการทำลายความสุขที่ควรมีร่วมกันและอาจถึงขั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกแย่ลงด้วย 3. คำพูดไม่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นอีกหนึ่งข้อเสียถ้าหากคุณจิ๊บๆกับลูกมากจนเกินไปจะทำให้ลูกรู้สึกรำคาญ และเพิกเฉยกับคำพูดของคุณไปในที่สุด ไม่ให้ความสำคัญและไม่ปฏิบัติตาม ความหวังดีของคุณจะกลายเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับลูก และที่แย่ไปกว่านั้นถ้าหากเขามีปัญหาอะไรในชีวิตเขาจะไม่ยอมเล่าให้คุณฟังและไม่มีความเชื่อใจในตัวคุณ ดังนั้น แนะนำว่าไม่ควรบงการหรือกำหนดกรอบชีวิตของลูกมากจนเกินไป ควรปล่อยให้เขาได้เล่นหรือคิดอย่างอิสระ […]

6 เคล็ดลับ ในการรับมือเมื่อลูกพูดคำหยาบคาย จัดการอย่างไร ไม่ให้กระทบต่อความรู้สึก

การรับมือเมื่อลูกพูดคำหยาบคาย

เคล็ดลับในการรับมือเมื่อลูกพูดคำหยาบคาย เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหา ที่ท้าทายความสามารถของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก เมื่อลูกอยู่ในวัยช่างจดจำ ชอบเลียนแบบพฤติกรรมบุคคลรอบข้าง รวมไปถึงจดจำคำพูดที่หยาบคายจากผู้อื่น ซึ่งแน่อนว่านั่นไม่ใช่ความผิดของลูก เพราะเขายังไม่สามารถแยกแยะความถูกผิดได้ดีขนาดนั้น ซึ่งปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ก่อนจะติดเป็นนิสัยจนกลายเป็นเด็กที่ไม่น่ารักในอนคต วันนี้เราจึงมีวิธีในการรับมือกับพฤติกรรมเหล่านี้ของลูกมาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. พยายามควบคุมอารมณ์ ซึ่งแน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ได้ยินลูกพูดคำหยาบคายมักจะตกใจด้วยกันทั้งสิ้น จนในบางครั้งอาจแสดงพฤติกรรมเชิงลบออกมาให้ลูกได้เห็นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า ท่าทาง จนทำให้เป็นจุดสนใจของลูก ซึ่งนั่นถือเป็นสัญญาณไม่ดีเพราะจะทำให้เขาคิดว่าพ่อแม่นั้นสนใจ และจะยิ่งพูดคำหยาบคายเพื่อเรียกร้องให้คุณกลับมาสนใจเขาอีกครั้งนั่นเอง แต่การรับมือที่ถูกต้องคือ ให้คุณทำตัวตามปกติ และพยายามอธิบายให้ลูกได้เข้าใจว่า คำพูดหยาบคายเหล่านั้นมันไม่น่ารักอย่างไร ลูกจะตระหนักถึงข้อเสีย ได้มากกว่าการที่คุณดุด่าว่ากล่าวนั่นเอง 2. ตั้งคำถามให้ลูกได้คิดตาม คำพูดหยาบคายที่เกิดขึ้นนั้น ลูกอาจติดมาจากเพื่อนๆหรือสิ่งแวดล้อมที่โรงเรียน ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอารมณ์โมโห รู้สึกโกรธ หรือต้องการให้ผู้อื่นมาสนใจตัวเองมากขึ้น ให้คุณลองตั้งคำถามและจำลองเหตุการณ์เกิดขึ้นดูว่า ถ้าหากมีคนมาพูดจาหยาบคายกับลูกแบบนี้ลูกจะรู้สึกอย่างไร? หรือ ถ้าลูกพูดคำหยาบคายใส่เพื่อนแล้วลูกจะรู้สึกดีขึ้นไหม?  คำถามเหล่านี้จะช่วยตอบคำถามในใจลูกให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ธรรมชาติของมนุษย์ จะไม่รู้สึกยินดีอยู่แล้วถ้าหากมีคนมาพูดไม่ดีใส่เรา ดังนั้นถ้าเราไม่อยากให้เพื่อนพูดหยาบคายใส่เรา เราก็ต้องไม่พูดหยาบคายใส่เพื่อนเช่นกัน  3. หาคำศัพท์ทดแทนคำหยาบ อาจเป็นไปได้ที่เด็กนั้นไม่สามารถที่จะหาคำพูดที่มีความหมายเดียวกันมาทดแทนได้ และคิดว่าคำพูดเหล่านนั้นถูกต้องแล้ว เช่น สรรพนามที่ใช้เรียกแทนตัวเอง เช่น เรา เค้า ฉัน หนู […]

ระวัง พ่อแม่ติดโทรศัพท์มือถือ งานวิจัยเผย ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกโดยตรง

พ่อแม่ติดโทรศัพท์มือถือ

พ่อแม่ติดโทรศัพท์มือถือ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ต้องเฝ้าระวัง จากผลงานวิจัยของประเทศอังกฤษ พบว่า มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยเลย ที่เสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์มือถือ เล่นโทรศัพท์ต่อหน้าลูก จนทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวนั้นลดน้อยลง เด็กขาดความอบอุ่น พัฒนาการทางด้านต่างๆเติบโตช้ากว่าปกติ และกลายมาเป็นเด็กที่มีปัญหาในที่สุด เพื่อให้ตระหนักถึงโทษของการติดเทคโนโลยีมากจนเกินไป วันนี้เราจึงรวบรวมผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกมาฝากกัน จะส่งผลเสียทางด้านใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย  1. สมองของลูกเติบโตช้าลง เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากจนเกินไป ทำให้คุณสื่อสารกับลูกลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองของลูกไม่ถูกกระตุ้นเท่าที่ควร ทำให้เขาขาดทักษะในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ คุณทราบหรือไม่ว่า สัญญาณจากโทรศัพท์มือถือนั้นส่งผลรบกวนต่อคลื่นสมองของลูกอีกด้วยอย่างน่าเสียดาย  ดังนั้น ถ้าหากไม่มีความจำเป็นในการใช้โทรศัพท์มือถือ ให้หลีกเลี่ยงเมื่อต้องอยู่กับลูกนั่นเอง  2. ลูกมีปัญหาทางด้านอารมณ์ พ่อแม่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับโทรศัพท์มือถือโดยที่ไม่มีส่วนร่วมกับลูก จะส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูกโดยตรง ลูกจะรู้สึกเฉือยชากับสิ่งรอบข้างมากขึ้น เมื่อไม่มีสิ่งกระตุ้นทางอารมณ์และความรู้สึกต่างๆทำให้เขารู้สึกว่างเปล่า ว้าเหว่ จนส่งผลต่อพฤติกรรมทางด้านอื่นๆตามมามากยิ่งขึ้น ดังนั้นแนะนำว่าถ้าหากคุณมีเวลาอยู่กับลูก ควรเปลี่ยนให้ช่วงเวลานั้น ให้เป็นเวลาคุณภาพ หากิจกรรมที่กระตุ้นพัฒนาการ เช่น การเล่านิทาน การเล่นของเล่นเสริมพัฒนาการ การเล่นซ่อนแอบ หรือพาเขาออกไปปล่อยพลังที่สวนสาธารณะ นอกจากจะช่วยให้เขารู้สึกสดชื่นและมีความสุขมากขึ้นแล้ว ยังช่วยฝึกสมองและพัฒนาอารมณ์ของลูกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 3. ลูกจะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญ ข้อนี้ เป็นเรื่องที่ต้องกังวลอย่างมาก ถ้าลูกเกิดคำถามในใจว่าตนเองมีความสำคัญต่อพ่อแม่หรือไม่นั้น นั่นแปลว่า ปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเริ่มสั่นคลอน ถ้าหากคุณให้ความสำคัญกับโทรศัพท์มือถือมากกว่าลูก จะทำให้เขารู้สึกว่าอย่างอื่นนั้นมีความสำคัญมากกว่าฉัน […]

คุณแม่ระวัง!! Brain Fog ภาวะสมองล้า ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

Brain Fog ภาวะสมองล้า

ภาวะสมองล้า เมื่ออายุมากขึ้น ผสมผสานกับการทำงานหนัก มีเรื่องให้ต้องรับผิดชอบมากมาย สุขภาพร่างกายก็เสื่อมถอยลงทุกวัน โดยเฉพาะ คุณแม่ที่ต้องทำงานไปด้วย เลี้ยงลูกด้วย ร่างกายอาจมีภาวะเครียดสะสม พักผ่อนน้อย จนอาจทำให้เกิดภาวะสมองล้า ซึ่งแน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน  ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมก่อนวัยได้อีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้คุณแม่ตระหนักถึงภัยเงียบนี้กันมากยิ่งขึ้น เราจึงมีสาเหตุ และวิธีการป้องกัน ภาวะสมองล้า นี้มาฝากกัน หากใครที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดกันได้เลย 1. มาทำความรู้จักกับภาวะสมองล้า (Brain Fog Syndrome) เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดสะสมและสมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจจะเกิดจากพฤติกรรมการทำงานในชีวิตประจำวัน ที่จะต้องใช้ความเร่งรีบส่งงานให้ตรงตามกำหนด มีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบมากมายทำให้สมองต้องคิดอยู่ตลอดเวลา หรือสำหรับสาวออฟฟิศที่ต้องนั่งอยู่หน้าจอคอมตลอดทั้งวัน จนทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ของระบบประสาทเกิดความเสียสมดุล จนทำให้สมองนั้นทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งถือเป็นภัยเงียบที่อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอื่นตามมาได้ง่ายมากขึ้น  2. สมองล้าเกิดจากสาเหตุใด เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ที่ไม่ได้เคลียร์สมองให้โล่งก่อนนอน ทำให้เกิดเป็นความเครียดสะสม ส่งผลกระทบให้การไหลเวียนเลือดในสมองลดลง เกิดอาการมึนงงความจำแย่ลง หรือบางคนอาจจะขาดการออกกำลังกาย ไม่ดูแลด้านโภชนาการให้เหมาะสม และที่สำคัญสำหรับใครที่ใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ เป็นเวลานานจะทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เข้าไปรบกวนการหลั่งสารสื่อประสาทในสมอง จนทำให้เกิดเป็นภาวะสมองล้าขึ้นได้นั่นเอง  3. ลักษณะอาการที่จะบ่งบอกว่าคุณมีภาวะสมองล้า คุณแม่จะรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น นอนหลับไม่สนิท รู้สึกว่าหมดไฟหมดพลังงานในการทำงาน ไม่สามารถที่จะกำจัดความเครียดจากการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้เป็นภัยคุกคามในชีวิตและส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจ […]

ห้ามพลาด สัญญาณเตือนลูกเริ่มมีอาการท้องผูก ต้องรีบแก้ไขทันที

ท้องผูก

สัญญาณลูกท้องผูก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอาการท้องผูกในเด็กนั้นเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยมาก พบได้ทุกช่วงอายุ  เป็นปัญหาที่บั่นทอนจิตใจ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องหมั่นสังเกตความผิดปกติ หรือ พฤติกรรมการขับถ่ายของลูก อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเด็กเล็กวัย 3 เดือนจะต้องขับถ่ายอยู่ที่ 2-3 ครั้งต่อวัน และเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป จะถ่าย 1-2 ครั้งต่อวัน ทั้งนี้ เด็กทารกแต่ละคนจะมีความถี่ในการขับถ่ายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยและการเลี้ยงดู วันนี้เราจึงรวบรวมอาการท้องผูกของเด็กทารก และวิธีการแก้ไขมาฝากกัน สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกันได้เลย  1. อาการท้องผูก คุณพ่อคุณแม่สังเกตได้ว่าลูกจะถ่ายอุจจาระเป็นก้อนแข็ง แห้ง ถ่ายน้อยกว่าปกติ 2-3 วันถ่ายทีนึง ใช้เวลาเบ่งค่อนข้างนาน และจะมีอาการงอแงร้องไห้ระหว่างขับถ่าย หรือในเด็กบางคนกินนม กินข้าวน้อยลง เพราะรู้สึกไม่สบายท้อง เมื่อสัมผัสที่หน้าท้องแล้วจะรู้สึกท้องแข็ง แน่น ซึ่งลักษณะนี้เด็กจะมีภาวะท้องอืดร่วมด้วย ในเด็กบางรายที่มีอาการหนักถึงขั้นมีเลือดปนมากับอุจจาระ เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผนังทวารอาจเกิดการฉีกขาด จนทำให้ลูก ไม่กล้าเบ่งอุจจาระในที่สุดนั่นเอง 2. ปัจจัยเสี่ยงและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูก สาเหตุ 90% ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่มีการอั้นอุจจาระจนเป็นนิสัย หรือเด็กบางรายอาจมีอาการกลัวโถส้วม ไม่กล้าแบ่งเพราะรู้สึกเจ็บปวดขณะขับถ่าย รับประทานน้ำน้อย ไม่ทานผักผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง นอกจากนี้การทานนมไปในปริมาณมากก็ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกได้ด้วยเช่นกัน […]

ทำอย่างไรดีถ้าหากลูกถนัดมือซ้าย และต้องเป็นกังวลหรือไม่ มาดูกัน

ลูกถนัดมือซ้าย

ลูกถนัดซ้าย โดยปกติแล้วจากสถิติการสำรวจทั่วโลก พบว่า มีคนถนัดขวาสูงถึง 90% ในขณะที่มีคนถนัดซ้ายเพียงแค่ 10% เท่านั้น  จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมและการใช้ชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่จะเอื้ออำนวยสำหรับคนถนัดขวามากกว่า ไม่ว่าจะเป็น การเล่นกีฬา การเขียนหนังสือ ความสามารถทางด้านศิลปะ ฯลฯ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จึงสนับสนุนให้ลูกถนัดขวาเสียมากกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สมองซีกซ้ายของมนุษย์นั้นทำหน้าที่ควบคุมส่วนสำคัญต่างๆในร่างกายมากมาย ทั้งระบบความรู้สึก การคิดวิเคราะห์แยกแยะ รวมถึงการทำงานของอวัยวะต่างๆด้วยเช่นกัน ดังนั้นคนที่ถนัดมือซ้ายจะมีความสามารถโดดเด่นหลายอย่าง วันนี้เราจึงมีข้อมูลดีๆสำหรับลูกที่ถนัดมือซ้ายมาฝากกัน คุณแม่ควรกังวล หรือมีวิธีรับมือได้อย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ลูกถนัดซ้ายไม่มีผลต่อพัฒนาการ ซึ่งในปัจจุบันการถนัดซ้ายนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดดและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงมีการผลิตข้าวของเครื่องใช้ขึ้นมาสำหรับคนถนัดซ้ายโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น นาฬิกา เมาส์ เครื่องดนตรี หรืออื่นๆอีกมากมาย จึงถือว่าไม่เป็นอุปสรรค ต่อการดำเนินชีวิตประจำวันด้วย 2. พ่อแม่ต้องเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจให้กับลูก ซึ่งแน่นอนว่าเด็กจะต้องมีสังคมที่โรงเรียนอย่างแน่นอน การใช้ชีวิตกับเพื่อนๆที่ถนัดขวา อาจทำให้ลูกรู้สึกแตกต่างจากคนอื่น สิ่งที่สำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ลูกมาถนัดมือซ้าย เพราะอาจจะกระทบต่อความรู้สึกและทำให้เขาขาดความมั่นใจ ดังนั้นแนะนำว่าให้คุณพ่อคุณแม่สร้างความมั่นใจว่าการถนัดซ้ายจะไม่มีผลต่อการเรียนรู้ของลูกเลย 3. สนับสนุนความถนัดของลูกอย่างเต็มที่ จากการสำรวจพบว่า เด็กที่ถนัดซ้าย มักมีความสามารถพิเศษที่โดดเด่น โดยเฉพาะการเล่นกีฬาบางประเภท เช่น เบสบอล เทนนิส […]

5 ผลกระทบจากการตำหนิลูกต่อหน้าผู้อื่น ที่ทำร้ายทั้งพัฒนาการและจิตใจของลูกโดยตรง 

การแก้ไข

ผลกระทบจากการตำหนิลูกต่อหน้าผู้อื่น การสื่อสารกับลูกนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเพราะทุกคำพูดของคุณพ่อคุณแม่ น้ำเสียง และท่าทาง มีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของลูกได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้น ทุกคำพูดจะต้องผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของลูก คำพูดที่ดีที่สุดควรเป็นคำพูดในเชิงบวก แต่ถ้าหากในบางสถานการณ์ลูกกระทำความผิด หรือ ต้องมีการว่ากล่าวตักเตือน คุณจะต้อง พูดเป็นการส่วนตัว หลีกเลี่ยงการตำหนิต่อหน้าผู้อื่น เพราะอาจทำให้ลูกอับอาย และสร้างเป็นบาดแผลในใจของลูกในอนาคตได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องอารมณ์มั่นคง  ดุให้จบไวที่สุด ไม่พูดตวาดเสียงดังพร่ำเพื่อ ใช้คำพูดที่ลูกเข้าใจง่าย จะช่วยให้ลูกยอมรับและทำตามได้มากกว่าการต่อต้าน พฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลดีมากกว่าการตำหนิหรือตะหวาดลูกต่อหน้าผู้อื่น ซึ่งจะมีผลกระทบตามมามากมายดังนี้  1. ทำให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง การเลี้ยงเด็กในยุคใหม่แน่นอนว่า Self Extreme นั้นคือสิ่งที่สำคัญ ที่จะหล่อหลอมให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตที่มีคุณภาพได้ ซึ่งการเห็นคุณค่าในตัวเองนั้นจะทำให้ลูกมีภูมิคุ้มกัน ที่จะสามารถดำเนินชีวิตในสังคมที่โหดร้ายได้อย่างแข็งแกร่ง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้เกียรติลูก หลีกเลี่ยงการตำหนิลูกต่อหน้าคนอื่นเพราะจะทำให้บั่นทอนจิตใจและอาจทำให้เกิดแผลในใจของลูกได้ คำพูดเหล่านี้ที่จะทำร้ายจิตใจเด็กอย่างมาก เช่น เรื่องแค่นี้ทำไมทำไม่ได้,  ทำไมไม่เก่งเหมือนคนอื่นเลย, เพื่อนคนอื่นทำได้ดีกว่าลูกอีกนะ คำพูดเหล่านี้ จะทำให้ลูกของคุณเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง ไม่มีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แถมยังทำให้พัฒนาการถดถอยลงไปเรื่อยๆอีกด้วย 2. ทำให้ลูกไม่รับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง คำพูดของคุณพ่อคุณแม่นั้นเป็นสิ่งที่จะกำหนดชะตาชีวิตของลูกเลยก็ว่าได้ ถ้าครอบครัวมีคำพูดดีๆ คำพูดเชิงบวก ก็จะช่วยเยียวยาจิตใจ เป็นเกราะป้องกันให้ลูกนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อลูกทำผิดพลาด หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่คือการปลอบโยนและให้กำลังใจ มากกว่าการตำหนิอย่างไม่ฟังเหตุผล ซึ่งถ้าหากคุณพ่อคุณแม่บ่นหรือตำหนิลูกอยู่บ่อยๆ เขาจะกลัวการทำผิดพลาด […]