5 วิธีแก้ปัญหาปากแห้งแตกลอกของคุณแม่ให้นมบุตรที่ร่างกายขาดน้ำ

การแก้ไข

วิธีแก้ปากแห้งของคุณแม่ให้นมบุตร อย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าคุณแม่ที่ให้นมบุตรนั้นร่างกายจะต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอโดยเฉพาะน้ำ เพราะน้ำนมก็มีน้ำเป็นส่วนประกอบซึ่งในขณะที่เราให้นมลูกนั้นจะรู้สึกได้เลยว่าร่างกายเราหิวน้ำมากขึ้น ถ้าเกิดคุณแม่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้มีน้ำนมน้อยแล้วยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางด้านอื่นๆอีกด้วยรวมไปถึงมีปัญหาปากแห้งแตกลอกอย่างแน่นอน สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ต้องเป็นกังวลใจไป เพราะเราได้รวบรวมเคล็ดลับแก้ปากแห้งแตกลอกเป็นขุยด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากกัน จะมีวิธีทำอย่างไรบ้างนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเลย 1. ใช้สารสกัดจากน้ำมันมะพร้าวเข้าบำรุงอย่างล้ำลึก มาเริ่มกันที่สุดแรกคือสูตรน้ำมันมะพร้าว นายน้ำมันมะพร้าวนั้นมีสารสกัดที่เป็นประโยชน์สามารถช่วยฟื้นบำรุงริมฝีปากของคุณแม่ให้กลับมานุ่มฟูได้อีกครั้ง โดยตรงช่วยเข้าฟื้นบำรุงบริเวณที่มีความแห้งแตกหรือเป็นแผล ช่วยรักษาและสมานแผลได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญน้ำมันมะพร้าว ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาปากคล้ำ ได้อีกด้วย เพียงแค่คุณแม่นำน้ำมันมะพร้าวมาหยด  1-2 หยดมาทาบริเวณริมฝีปากและนวดเบาๆ สามารถทำได้ทุกวัน ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วคุณจะรู้สึกเลยว่าปากนั้นชุ่มชื้นและนุ่มมากขึ้นรวมไปถึง ช่วยให้ริมฝีปากอมชมพูดูอิ่มอวบได้อีกด้วย 2. สูตรน้ำผึ้งน้ำตาล เป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลายคนนิยมนำมาใช้กันมากโดยการนำน้ำผึ้งและน้ำตาลมาช่วยสครับริมฝีปาก บริเวณที่มีการแห้งแตกเป็นขุย น้ำตาลจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกอย่างอ่อนโยน ในส่วนของน้ำผึ้งนั้นก็จะช่วยบำรุงให้ริมฝีปากของคุณอ่อนนุ่มและดูอ่อนเยาว์มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้มีความคันน้อยลงได้อีกด้วย คุณแม่สามารถทำได้โดยการนำน้ำผึ้ง1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำตาล 1 ช้อนชา นำมาทาให้ทั่วริมฝีปากถูเบาๆทิ้งไว้ 5 นาทีจากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้ริมฝีปากของคุณดูอิ่มมากยิ่งขึ้น 3. ชาเขียวช่วยสมานผิว สำหรับคุณแม่ให้นมบุตรที่ร่างกายขาดน้ำมากจนอาจทำให้ริมฝีปากนั้นมีการแห้งแตกและแสบ อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้ริมฝีปากของคุณแม่ฟื้นตัวได้ไวขึ้นคือการใช้ชาเขียวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตรงเข้าช่วยฟื้นฟูและสมานผิวที่แห้งแตกนั้นให้กลับมาดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคุณแม่สามารถทำได้โดยการนำชาเขียว 1 ถุง หย่อนลงในน้ำร้อน 1 แก้วประมาณ 2-3 นาที จากนั้นนำถุงชาเขียวมาแนบไว้บริเวณริมฝีปากที่แห้งแตกเป็นแผล ทำไปบ่อยจะช่วยให้แผลสมานได้ไวยิ่งขึ้น 4. บำรุงริมฝีปากด้วยแตงกวา คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าแตงกวานั้นอุดมไปด้วยน้ำเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคุณแม่ที่ขาดน้ำและมีริมฝีปากที่แห้งแตกแตงกวานี้ […]

5 วิธีรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อลูกทำผิดพลาด พ่อแม่ควรสอนลูกอย่างไรดี?

การแก้ไข

วิธีรับมือเมื่อลูกทำผิด อีกหนึ่งปัญหาของคุณพ่อคุณแม่ที่ท้าทายในการเลี้ยงลูกนั้นก็คือ การรับมือเมื่อลูกทำผิดพลาด รวมไปถึงการอบรมสั่งสอนอย่างไรดีให้ลูกเปิดใจรับฟัง ซึ่งเด็กแต่ละคนนั่นมีความคิดเป็นของตัวเอง และมีความดื้อที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น จำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมีชั้นเชิงในการรับมือกับความผิดพลาดของลูก เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่กำลังเป็นกังวลใจในเรื่องนี้ สามารถติดตามรายละเอียดกันได้เลย 1. รับฟังเหตุผลของลูกก่อนเสมอ เป็นอันดับแรกที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องคำนึงถึงมากที่สุดนั่นคือจิตใจของลูก ให้คุณท่องไว้เสมอว่าทุกๆครั้งที่เกิดความผิดพลาดนั้นย่อมมีที่มาที่ไปอยู่เสมอ ซึ่งแน่นอนว่าลูกจะต้องมีเหตุผลของตนเอง ให้คุณเปิดโอกาสให้ลูกได้อธิบายเหตุผลของตนเองว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ซึ่งการถามถึงเหตุผลนั้นไม่ใช่เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้แก้ตัวแต่เราจะได้ทราบความรู้สึกของลูกที่แท้จริงว่าลูกกำลังคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงทำเช่นนั้นลงไป ข้อนี้มีประโยชน์อย่างมาก ที่คุณจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาและปรับพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องเหล่านั้นของลูกให้ถูกทางมากยิ่งขึ้น  2. สอนให้ลูกรู้จักแก้ไขปัญหาเมื่อทำผิดพลาด ทุกๆครั้งที่ลูกทำผิด ให้คุณคิดไว้เสมอว่ามันคือการเรียนรู้ คุณสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ ไม่มีใครที่จะทำถูกต้องในทุกๆเรื่อง เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นให้คุณสอนลูกวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่กระทำผิด ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่ตามมา รวมไปถึงเป็นการเปิดโอกาสให้คุณได้ปลูกฝังลูก วิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ทำผิดซ้ำๆในเรื่องเดิมๆอีกนั่นเอง 3. เมื่อทำผิดแล้วต้องรู้จักขอโทษ การทำผิดพลาดนั้นเกิดขึ้นได้บ่อยครั้งในเด็กวัยกำลังเรียนรู้ โดยเฉพาะเด็กที่ต้องไปโรงเรียน ลูกจะมีสังคมใหม่ได้อยู่กับเพื่อนหรืออยู่กับคนแปลกหน้ามากยิ่งขึ้น บางครั้งอาจจะยังปรับตัวไม่ค่อยได้ หรืออาจจะมีปัญหากระทบกระทั่งกับเพื่อนบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่คุณต้องปลูกฝังให้ลูกตระหนักถึงทุกครั้งเมื่อทำความผิด นั่นคือการรู้จักขอโทษ แล้วจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดนี้ขึ้นอีก เช่น การแย่งขนมเพื่อน ถ้าลูกเผลอทำโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ให้รีบกล่าวขอโทษจากใจจริง พร้อมทั้งกับปลูกฝังให้ลูกรู้สึกเห็นใจผู้อื่นว่าถ้าหากมีคนมาแย่งขนมลูกแบบนี้ดูจะรู้สึกอย่างไร จะทำให้เขาเข้าใจและเห็นภาพการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้มากยิ่งขึ้น 4. เมื่อลูกทำผิดพลาดให้คุณใช้พฤติกรรมเชิงบวกเข้าหาลูก หลายครั้งที่เราเห็นลูกทำความผิดแล้วพ่อแม่มักจะอารมณ์เสียโมโหหงุดหงิดโวยวายใส่ลูก ทำให้เด็กนั้นเกิดความหวาดระแวงและเมื่อทำผิดซ้ำสองเขาจะไม่กล้าที่จะพูดความจริง ดังนั้นการเลี้ยงลูกในยุคสมัยใหม่นี้แนะนำให้ใช้พฤติกรรมเชิงบวกเข้าหาลูก ถามหาเหตุผลด้วยความใจเย็น เปลี่ยนจากคำพูดรุนแรงหรือการตลาดที่ทำให้เด็กรู้สึกกลัว เช่น […]

5 ผลกระทบร้ายแรงต่อพัฒนาการของลูก หากพ่อแม่ชอบหลอกให้ลูกกลัวอยู่บ่อยๆ

การแก้ไข

ผลกระทบของการหลอกให้ลูกกลัว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันนั้นละเอียดอ่อน ต้องทำความเข้าใจอยู่มากมายเลยทีเดียว แตกต่างจากการเลี้ยงลูกสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะการหลอกให้ลูกกลัว พ่อแม่ยุคใหม่รู้ดีว่าการชอบพูดขู่ลูกนั้นจะส่งผลเสียร้ายแรง และกระทบต่อพัฒนาการของลูกโดยตรง ทำให้สมองของลูกพัฒนาได้ไม่เต็มที่ การเรียนรู้ถูกขัดขวางในทันที  ไม่ว่าจะเป็นการพูดขู่ การหลอกให้กลัว หรือแม้กระทั่งการโกหก ล้วนแล้วแต่ทำให้ลูก ฝังใจไปจนโตทั้งสิ้น ดังนั้นเพื่อให้ตระหนักถึงผลเสียต่อพัฒนาการของมากยิ่งขึ้น เราจึงรวบรวมผลเสียที่ร้ายแรง กระทบต่อพัฒนาการด้านต่างๆของลูกมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. หากถูกหลอกให้กลัวบ่อยๆ ลูกจะไม่เชื่อใจคุณอีกต่อไป เมื่อเด็กมีพัฒนาการที่่สามารถแยกแยะได้ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนโกหก แล้วพบว่าคนใกล้ชิดของเขาชอบหลอก หรือโกหกเขาอยู่บ่อยครั้ง จะทำให้เขาไม่เชื่อถือในคำพูด และไม่เชื่อใจคุณอีกต่อไป พฤติกรรมเหล่านี้ถ้าหากโดนกระทำซ้ำๆจะส่งผลกระทบต่อจิตใจระยะยาว เขาจะไม่เชื่อคุณสนิทใจถ้าหากคุณพูดจริง ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมนี้ เพียงเพาะอยากให้เขาทำตามเราในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น 2. ลูกจะเลียนแบบและชอบพูดโกหก จากการสำรวจพบว่า มีงานวิจัยจากประเทศสิงคโปร์รองรับ ถ้าหากพ่อแม่ชอบพูดหลอก พูดขู่ให้กลัว ยิ่งพูดมากเท่าไหร่จะยิ่งส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของลูกโดยตรง ทำให้เขาซึมซับนิสัยการชอบหลอก ชอบขู่คนอื่น จนกลายเป็นเด็กขี้โกหกได้เลย ซึ่งถ้าหากถึงเวลานั้น จะยิ่งแก้ไขนิสัยเหล่านั้นได้ยากยิ่งขึ้น 3. หลอกให้กลัวจนเกิดความเข้าใจผิดกระทบกับชีวิตประจำวัน เรามักจะเคยได้ยินผู้ใหญ่ไม่น้อยเลยที่ชอบขู่ให้เด็กหลัวด้วยการอ้างพฤติกรรมในชีวิตประจำวันทำให้เด็กเกิดฝังใจ และเข้าใจผิดเช่น อย่าร้องไห้นะ เดี๋ยวให้หมอจับฉีดยาเลย อย่าเสียงดังนะ เดี๋ยวตำรวจมาจับ อย่าวิ่งไปนะเดี็ยวกระสือมา เป็นต้น […]

5 วิธีรับมือกับนิสัย เถียงคำไม่ตกฟากของลูก พร้อมกับสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

การแก้ไข

วิธีรับมือกับนิสัยเถียงคำไม่ตกฟากของลูก อีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับแม่ๆได้มากเลยทีเดียวกับนิสัยชอบพูด ชอบเถียงของเด็กๆ ซึ่งคุณทราบหรือไม่ว่า เป็นอีกหนึ่งพัฒนาการของลูกน้อยในช่วง 3-5 ปี ที่กำลังมีความคิดเป็นของตนเองและกำลังฝึกฝนกระบวนการความคิดให้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่าในช่วงนี้ลูกจะมีทักษะการสื่อสารที่ดีมากยิ่งขึ้นจึงใช้ยามใช้คำพูดที่จะอธิบายความรู้สึกและแสดงความต้องการของตนเองให้มากขึ้นกว่าเดิมจนอาจกลายเป็นการเถียงพ่อแม่ขึ้นได้ แต่ที่จริงแล้วลูกแค่จะพยายามสื่อสารและอธิบายทุกอย่างที่เขาต้องการให้คุณทราบเท่านั้นเอง ดังนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องมีวิธีการรับมือกับคำถามหรือปัญหาเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งจะทำให้พัฒนาการของลูกนั้นก้าวกระโดดและไม่เป็นการตัดโอกาสทางความคิดของลูกด้วย  1. ไม่เข้าใจความหมายของภาษาอย่างถ่องแท้ ถือเป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้ลูกอาจจะใช้ภาษาในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมมากนัก เพราะภาษาไทยส่วนใหญ่แล้วมีความหมายที่ลึกซึ้ง ถ้าหากยังสื่อสารไม่คล่องแคล่ว อาจทำให้กลายเป็นภาษาที่ห้วน ดูไม่น่าฟังเหมือการเถียง แต่อันที่จริงแล้วลูกอาจแค่อธิบายถึงความรู้สึกของเขาในขณะนั้น เท่านั้นเอง เช่น เมื่อเขารู้สึกไม่อยากทำ ให้คุณพ่อคุณแม่พยายามใช้คำพูดหรือเรียบเรียงภาษาให้ลูกเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น จะช่วยให้ลูกซึมซับและใช้ภาษาได้ดียิ่งขึ้น 2. อาจเกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรมของคนใกล้ชิด ธรรมชาติของเด็กนั้นมักจะเรียนรู้กับสิ่งที่อยู่รอบตัว ถ้าหากสิ่งแวดล้อมของลูกเต็มไปด้วยการพูดจาโต้เถียง หรือมีพฤติกรรมที่พูดห้วนๆไม่น่าฟัง ลูกก็จะเรียนแบบและจดจำนำมาทำตามบ้าง เพราะคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องใครๆก็ทำกันทั่วไป ดังนั้น แนะนำว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงภาษาหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมเวลาอยู่ต่อหน้าลูก งดการโต้เถียง และลดการใช้สีหน้าท่าทางที่ไม่เหมาะสม ให้ควบคุมสติและอารมณ์ให้อยู่ จะช่วยลดพฤติกรรมการเถียงพ่อแม่ลงได้มากเลยทีเดียว 3. ยอมรับและเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของเด็ก คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ว่าการถกเถียงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยที่กำลังช่างพูดช่างจา ให้คุณพยายามเข้าใจว่านี่คือธรรมชาติของเด็กซึ่งแต่ละคนอาจจะมีวิธีการแสดงออกที่แตกต่างกัน เด็กบางคนโต้เถียงเพราะอาจจะแสดงความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วย และพยายามที่จะบอกกล่าวถึงสิ่งที่เขาต้องการ ในขณะที่เด็กบางคนไม่ใช้การถกเถียงแต่เป็นพฤติกรรมที่นิ่งเฉยแต่ไม่เชื่อฟังก็มี ซึ่งถ้าเป็นลักษณะนี้แนะนำว่าให้คุณสังเกตพฤติกรรมของลูกและพยายามปรับตัวเข้าหาลูกไม่ปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็นของลูก และไม่ออกคำสั่ง เพราะ จะยิ่งทำให้ลูกนั้นเกิดการต่อต้านมากยิ่งขึ้นนั่น   4. ถกเถียงเพื่อต้องการเป็นที่ยอม อีกหนึ่งสาเหตุที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดใจของพฤติกรรมการชอบเถียงของลูกนั่นคือการอยากให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของคนอื่นมากยิ่งขึ้น จึงพยายามที่จะอธิบายความคิดของตนเองออกมา และถ้าหากเกิดการคัดค้านหรือปฏิเสธขึ้น ลูกก็อาจจะมีพฤติกรรมที่หาเหตุผลมาอธิบาย […]

5 ต้นไม้ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปลูกในบ้าน เพราะอาจเป็นอันตรายกับลูกน้อย

การแก้ไข

ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้าน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านชื่นชอบการปลูกต้นไม้บริเวณรั้วบ้าน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ร่มเงา ปรับภูมิทัศน์ของบ้านให้ดูสดชื่นมีความสวยงามร่มรื่นน่าอยู่มากขึ้นแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด และช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว แต่คุณทราบหรือไม่ว่ามีต้นไม้หลายชนิดที่มีพิษรุนแรงและอาจเป็นอันตรายกับเด็กได้ ดังนั้นเพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกมากยิ่งขึ้นเราจึงรวบรวม ต้นไม้ที่ไม่ควรปลูกในบ้านมาฝากกันจะมีต้นใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ต้นทองหลาง เป็นต้นไม้พี่มีคุณประโยชน์มากมายหลากหลายด้าน ชาวไร่ชาวสวนมากนิยมปลูกต้นนี้เพื่อใช้ยึดดิน และใช้เป็นปุ๋ย ซึ่ง ต้น ดอก ใบ ของทองหลาง อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับดิน แต่ถ้าหากบ้านคุณมีลูกน้อยไม่แนะนำให้ปลูกต้นทองหลาง เพราะ ใบและเปลือก รวมถึงเมล็ดของทองหลางนั้นมีพิษ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกได้เช่นอาจทำให้มีอาการหายใจลำบาก อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะได้   2. สาวน้อยประแป้ง เป็นอีกหนึ่งชนิดที่มีผู้คนนิยมนำมาปลูกไว้ประดับบ้านเรือนเป็นจำนวนมาก มีคุณสมบัติช่วยฟอกอากาศได้ด้วย แต่ถ้าหากบ้านไหนมีเด็กวัยกำลังซนถ้าหากเผลอกินใบของว่านสาวน้อยประแป้งเข้าไป ผิดที่อยู่ในน้ำหล่อเลี้ยงจะส่งผลกระทบทำให้ลิ้นไหม้ และมีอาการบวมถึงขั้นปิดกั้นระบบทางเดินหายใจได้เลยทีเดียว ถ้าหากกินเข้าไปเป็นจำนวนมากอาจทำให้อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ดังนั้นถ้าหากบ้านคุณมีลูกน้อยแนะนำว่าไม่ควรปลูกจะดีที่สุด 3. ต้นยี่โถ เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ายี่โถนั้นเป็นไม้ประดับที่ออกดอกสวยงามหลากสีสัน ช่วยให้บ้านของคุณร่มรื่นและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น มีทั้งสีชมพูเข้ม สีชมพูอ่อน สีเหลือง สีขาว แต่ในขณะเดียวกันต้นยี่โถก็เป็นพิษอันตรายกับเด็กอย่างมาก เนื่องจากทุกส่วนของยี่โถมีแต่สารพิษโดยเฉพาะบริเวณต้นและใบ ถ้าหากเด็กสัมผัสอาจทำให้เกิดอาการมึนงง มีคลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วง ถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้เลยทีเดียว 4. ว่านเงินไหลมาเทมา เป็นต้นไม้มงคลยอดนิยมที่ปลูกแล้วจะช่วยปรับฮวงจุ้ยของบ้านคุณให้เป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ลักษณะที่โดดเด่นของว่านเงินไหลมาเทมานั้นจะมีใบที่สวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ นิยมนำมาปลูกประดับตกแต่งไว้ […]

มาทำความรู้จักกับ โรคกลัวสังคมในเด็ก ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการพัฒนาการของลูก

การแก้ไข

โรคกลัวสังคมในเด็ก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพ่อแม่ยุคใหม่มักมีความคาดหวังในความสามารถของลูก อยากให้ลูกเป็นเด็กกล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตัวเองสูง พฤติกรรมเหล่านี้จะมีประโยชน์ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีอย่างก้าวกระโดด แต่จากการสำรวจพบว่า มีเด็กไม่น้อยเลยที่มีปัญหาไม่มั่นใจในตัวเอง บางคนหนักถึงขั้นเป็นโรคกลัวสังคมเลยก็มี ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการโดยตรง  ดังนั้นเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของโรคนี้ วันนี้เราจึงมีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับโรคกลัวสังคมในเด็กมาฝากกันจะมีผลกระทบต่อพฤติกรรมและพัฒนาการของโลกอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ลักษณะทั่วไปของโรคกลัวสังคมในเด็ก เป็นโรคที่สามารถพบได้ในเด็กทั่วไปแล้วจะพบมากในช่วงวัยรุ่น โดยเฉพาะเด็กที่จะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่มีผู้คนจับจ้องมาที่ตนเอง มีอาการตื่นกลัวแล้วจะไม่สามารถเก็บอาการของตนเองได้อยู่ เช่น การออกไปพูดหน้าชั้นเรียน การนำเสนอผลงาน 2. สาเหตุของโรคกลัวสังคมในเด็ก นั้นเกิดจาก เด็กกลัวการถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือเคยมีประสบการณ์ในการถูกตำหนิ ถูกดุด่าว่ากล่าวมาก่อน ทำให้เด็กรู้สึกกลัวที่จะถูกปฏิเสธ จึงเก็บตัวเงียบกลายเป็นคนกลัวสังคม ไม่ชอบเข้าหาใคร ไม่ชอบพูดคุยกับคนที่ไม่คุ้นเคย ไม่กล้าที่จะแสดงผลงานหน้าชั้นเรียน อาการที่รุนแรงมากกว่านั้นคือไม่กล้าที่จะรับประทานอาหารในที่สาธารณะ 3. ความแตกต่างระหว่างเด็กขี้อายกับเป็นโรคกลัวสังคม สำหรับเด็กที่มีอาการขี้อายไม่กล้าแสดงออกนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กทั่วไปโดยจะมีอาการประหม่าหรือรู้สึกตื่นเต้นอึดอัดใจเมื่อต้องออกไปพูดหน้าชั้นเรียน หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยแต่จะไม่ตลอดเวลาเหมือนกับเด็กที่เป็นโรคกลัวสังคม ที่จะมีลักษณะอาการติดต่อกันยาวนานมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป โรคกลัวสังคมพบได้ตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กถ้าหากไม่รักษาอย่างถูกวิธีจะส่งผลกระทบต่อในช่วงวัยรุ่น  4. พฤติกรรมของเด็กที่เป็นโรคกลัวสังคม ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเฝ้าสังเกตอาการได้คือเมื่อต้องพบเจอกับคนแปลกหน้าหรืออยู่ในพื้นที่สาธารณะมักจะมีอาการ มือสั่น เสียงสั่น เหงื่อออกมากเป็นพิเศษ มีความตื่นเต้นและเกิดความกังวลในจิตใจ ก้มหน้าก้มตาอยู่ตลอดเวลาตัวสั่นหรือบางคนอาจร้องไห้ออกมาเลยก็ได้ นอกจากนี้เด็กยังมีอาการชอบเก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว ไม่ลุกไปพูดคุยกับใคร แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนและปฏิเสธการไปโรงเรียน ในกรณีที่มีอาการเป็นโรคกลัวสังคมอย่างรุนแรงเด็กจะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน 5. ผลกระทบต่อพฤติกรรมของโรคกลัวสังคม […]

5 เคล็ดลับ ปรับตัวเข้าหาลูกที่มีโลกส่วนตัวสูง ช่วยสานสัมพันธ์ครอบครัวให้กลับมาอบอุ่นอีกครั้ง

การแก้ไข

เคล็ดลับ ปรับตัวเข้าหาลูกที่มีโลกส่วนตัวสูง ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หลายครอบครัวกำลังเป็นกังวลอยู่ หลายคนคงเคยรู้จักกับลักษณะนิสัยของ extrovert และ  introvert กันมาบ้างแล้วซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่แสดงออกมาทางบุคลิกภาพของลูก สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น Extrovert คือบุคลิกภาพของเด็กที่ร่าเริง แจ่มใส กล้าแสดงออก และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีตรงกันข้ามกับ introvert ที่จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าลูกของคุณมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบเข้าสังคมมีความสุขมากกว่าถ้าได้อยู่กับตัวเอง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคมของลูกวันนี้เราจะมีวิธีการปรับตัวเข้าหาลูกที่มีโลกส่วนตัวสูง จะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เข้าใจในตัวตนของลูก อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าคุณคือโลกทั้งใบของลูก ดังนั้น การที่พ่อแม่มีความเคารพและเข้าใจในความเป็นตัวตนของลูกนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น จะช่วยให้เด็กที่มีโลกส่วนตัวสูงนั้นยอมเปิดใจและพูดคุยกับคนที่สนิทอย่างคุณพ่อคุณแม่ เมื่อได้พูดคุยแล้วเขาจะรู้สึกสบายใจมีความกล้าแสดงออกมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณสามารถที่จะฝึกทักษะการเข้าสังคมให้กับลูกได้ค่อยๆปรับตัว จะทำให้เขาไม่รู้สึกอึดอัดและกดดันในตัวเองมากจนเกินไป ถือเป็นเรื่องที่ดีในอนาคตที่เขาจะกล้าแสดงออก และกล้าที่จะเข้าสังคมได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง 2. คอยสังเกตพฤติกรรมของลูก โดยเฉพาะสีหน้าและแววตาจะสามารถบอกความรู้สึกของลูกได้ดีที่สุด เพราะเด็กที่มีโลกส่วนตัวสูงนั้นมักจะไม่ค่อยกล้าเปิดใจหรือพูดคุยอยากเปิดเผย ดังนั้นการที่คุณมาสังเกตพฤติกรรมของลูกจะช่วยอธิบายความรู้สึกได้ดีมากขึ้น หรือคุณอาจจะสังเกตภาษากายควบคู่ไปด้วยได้ เช่น ลูกชอบปลีกตัวไปอยู่คนเดียวมากขึ้นกว่าปกติหรือไม่ มีความกังวลในเรื่องใดเป็นพิเศษหรือไม่ วิธีนี้จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาได้เร็วขึ้นและรู้เท่าทันอารมณ์ของลูกได้อย่างทันท่วงที 3. เลือกช่วงเวลาพูดที่เหมาะสม โดยธรรมชาติของเด็กที่เป็น introvert นั้น มักจะชอบอยู่คนเดียวและมีความสุขกับการที่ได้อยู่ในบ้านมากกว่าการออกสังคม เพราะพวกเขาจะรู้สึกว่าการออกไปเจอผู้คนมากมายจะต้อง ใช้พลังงานเยอะ เกิดความเหนื่อยล้า และไม่มีความสุข ดังนั้นให้คุณหาจังหวะที่เหมาะสมในการพูดคุย  เช่นไม่ควรชวนลูกคุยหลังจากที่กลับมาจากโรงเรียน เพราะในช่วงเวลานั้นเขาอาจจะต้องการความสงบและอยากอยู่กับตัวเองมากขึ้นหลังจากที่ได้เจอผู้คนมากมายทั้งวันแล้ว แนะนำให้คุณหาช่วงเวลาหลังจากที่ลูกได้ใช้เวลากับตัวเองไปสักพักแล้ว […]

5 นิสัยของผู้ปกครอง ที่ทำร้ายลูกทางอ้อม ทำให้ลูกมีภาวะ EF ต่ำกว่าปกติ

การแก้ไข

นิสัยของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกEF ต่ำ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคสมัยปัจจุบันนี้ การเลี้ยงลูกนั้นค่อนข้างยากและมีปัจจัยหลายๆอย่างเข้ามามีอิทธิพลส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของการฝึกทักษะทางความคิด หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ Excel function (EF) เป็นการเลี้ยงลูกที่ส่งเสริมให้เขามีกระบวนการทางความคิด ความรู้สึก และการกระทำ ที่เหมาะสมตามช่วงวัย ซึ่งทักษะนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตประจำวันของลูก เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของทักษะนี้ เราจึงรวบรวมนิสัยของพ่อแม่ที่จะทำให้ลูก EF ต่ำ ส่งผลลดศักยภาพในตัวลูกน้อยลง มีอะไรบ้างไปดูกัน 1. พ่อแม่ใช้อารมณ์เป็นหลัก ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย  การที่ลูกจะเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว พูดจากระโชกโฮกฮากรุนแรงไม่มีเหตุผล พ่อแม่รู้สึกขี้โมโหง่าย จะเป็นพิษต่อลูกโดยตรง ทำให้ทักษะทางด้าน EF ของลูกลดต่ำลงไปมากเลยทีเดียว จะสังเกตได้ง่ายๆเลยว่าพ่อแม่ที่มีอารมณ์เชิงลบ ส่งผลทำให้ลูกน้อยมีอารมณ์ร้าย และขี้โมโหตามไปด้วย เพราะลูกได้เกิดการสะสมความเครียด สะสมพฤติกรรมต่างๆของคนรอบตัวไว้ จนถูกหล่อหลอมและเกิดเป็นตัวตนของเขานั่นเอง  2. พ่อแม่ขี้กลัว  เข้าใจว่าพ่อแม่บางคนนั้นเป็นห่วงลูกในทุกย่างก้าว จนเกิดความหวาดระแวงมากจนเกินไป ทำให้เป็นการปิดกั้นโอกาสที่ลูกจะได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ หรือในขณะที่ลูกเศร้าเสียใจคุณรีบเข้าไปปลอบโดยที่ไม่ปล่อยให้ลูกต้องเผชิญกับความผิดหวังหรือเสียใจเลย จะทำให้เขาไม่สามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ ทำให้ลูกขาดทักษะการแก้ไขปัญหาและ ไม่มีความยืดหยุ่นทางความคิดเหมือนพ่อแม่ ซึ่งจะส่งผลเสียในอนาคตทำให้เขาไม่สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ต่างๆได้ และที่ยิ่งร้ายไปกว่านั้น คือเขาไม่สามารถที่จะระบุหรือแก้ไขอุปสรรคต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 3. พ่อแม่ชอบตามใจลูก  เป็นอีกลักษณะนิสัยที่ทำให้ลูก EF ต่ำเช่นกัน พ่อแม่ที่คอยพยายามหยิบยื่นทุกสิ่งให้กับลูก […]

เตือนภัย!! ผู้ปกครองต้องระวัง กับภาวะ MIS-C ในเด็ก ที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

การแก้ไข

ภาวะ MIS-C อย่างที่เราทราบข่าวกันในปัจจุบันว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ยังคงคุกคามหนักอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มว่าสามารถติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยจะป้องกันได้ยาก สามารถติดได้ตั้งแต่เด็กและเกิดไปจะถึงผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอยากได้เด็กเล็กและผู้สูงอายุจะไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคนี้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งส่วนมากแล้วพบว่าผู้ที่ติดเชื้อ Covid-19 ส่วนใหญ่จะภูมิคุ้มกันตก ร่างกายอ่อนแอขึ้น long covid ที่แสดงหลังติดเชื้อ 2 ถึง 6 สัปดาห์ โดยเฉพาะเด็กเล็กจะต้องเฝ้าระวังภาวะ MIS-C  หรือการอักเสบทั้งร่างกาย ภาวะนี้จะรุนแรงอย่างไรบ้างและติดตามกันเลย 1. ทำความรู้จักกับภาวะ MIS-C ลักษณะโดยทั่วไปของโรคนี้จะค่อนข้างคล้ายกับโรค Kawasaki ซึ่งอาจจะทำให้วินิจฉัยได้ยากมากยิ่งขึ้น ภาวะนี้มีชื่อเต็มว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children หากอธิบายให้สามารถเข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้นก็คือ อาการอักเสบหลายระบบพร้อมกันในเด็กระดับความรุนแรงคือถ้าหากระบบใดระบบหนึ่งล้มเหลว จะทำให้ร่างกายเริ่มรวนจนถึงขั้นไม่ตอบสนองต่อการรักษา เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังหลังจากเด็กติดเชื้อโควิด  2. ลักษณะอาการของภาวะ MIS-C เนื่องจากเกิดจากการอักเสบของอวัยวะภายในร่างกายพร้อมๆกัน ที่พบส่วนมากมักพบว่าระบบหัวใจอักเสบ ปอด ตับ ไต ผิวหนัง ตา ระบบทางเดินหายใจ ที่แย่ไปกว่านั้นคือสมองอักเสบ ถ้าหากวินิจฉัยได้ช้าเด็กอาจจะมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ดังนั้นให้ผู้ปกครองสังเกตอาการของเด็กดังนี้  […]

คุณแม่ห้ามพลาด กับโรคร้ายใกล้ตัวของเด็กทารกอย่าง โรค RSV หากรักษาไม่ทัน อันตรายถึงชีวิต

การแก้ไข

โรค RSV เมื่อก้าวเข้าสู่ฤดูฝน เป็นอีกหนึ่งฤดูที่มาพร้อมกับโรคระบาดมากมาย โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่สามารถหลีกเลี่ยงและป้องกันได้ยากกว่าในผู้ใหญ่หลายเท่า อีกหนึ่งภัยร้ายใกล้ตัวอย่างโรค  RSV  ที่พบระบาดในเด็กเล็ก ที่ส่งผลกระทบในระบบทางเดินหายใจ ทำให้หลอดลมฝอยของลูกอักเสบ ในบางรายรุนแรงถึงขั้นมีภาวะปอดอักเสบร่มด้วย ดังนั้น จำเป็นอย่างมากที่ผู้ปกครอง จะต้องมีความเข้าใจและสามารรับมือกับโรคระบาดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะของโรคจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ทำความรู้จักกับไวรัส RSV (Respiratory Syncytial) เชื้อไวรัสที่สามารถพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ สามารถก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่างได้ โดยจากการสำรวจพบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดได้ทั้งในเด็กและวัยผู้ใหญ่ แต่กลุ่มเป้าหมายและผู้ป่วยที่พบได้บ่อยมักเกิดขึ้นกับในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ปี โดยจะระบาดหนักในช่วงปลายฝนต้นหนาว เชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นสาเหตุมาจากไข้หวัด ที่มีส่วนทำให้หลอดลมอักเสบ ส่วนมากแล้วอาการจะไม่รุนแรงมากนักถ้าหากไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยจากหายป่วยได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ 2. อาการของผู้ติดเชื้อไวรัส RSV เมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อจะมีอาการภายใน 4 ถึง 6 วัน ส่วนใหญ่แล้วอาการจะแสดงให้เห็นโดยเริ่มจากการเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ลักษณะพิเศษของเชื้อไวรัสตัวนี้คือจะทำให้หลอดลมฝอยในเด็กอักเสบ ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับอาการหอบหืด โดยเด็กจะมีอาการหายใจเร็วหอมจนถึงขั้นใช้โครงหรือหน้าอกบุ๋ม รับประทานอาหารได้น้อย มีอาการซึมและมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส บางรายมีอาการหนัก ปากซีดเขียว และมีโอกาสเสียชีวิตได้เนื่องจากระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลันนั่นเอง […]