5 เคล็ดลับ เลี้ยงลูกอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันการเกิดโรคเครียดในเด็ก อย่างเห็นผล

เลี้ยงลูกอย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีป้องกันการเกิดโรคเครียดในเด็ก อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าภาวะเครียดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ถ้าหากเกิดขึ้นกับเด็กจะเป็นอันตรายและส่งผลต่อพัฒนาการอย่างมาก คุณทราบหรือไม่ว่าปัจจัยที่สำคัญส่วนใหญ่นั้นอยู่ที่พฤติกรรมการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นหลัก รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่เด็กต้องพบเจอเป็นประจำงั้นก็ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกอย่างมากเช่นเดียวกัน วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการป้องกันการเกิดโรคเครียดในเด็กมาฝากกัน จะมีวิธีการเลี้ยงดูในรูปแบบใดบ้างนั้นไปติดตามกัน 1. ให้อิสระกับลูก เชื่อได้เลยว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่นั้นจะทราบอยู่แล้วว่าการกดดันลูกมากจนเกินไปจะทำให้เขาเกิดภาวะเครียดได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการกดดันในเรื่องเรียน ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักมีความคาดหวังและกดดันลูกอย่างหนัก ด้วยการสรรหาชั่วโมงการเรียนพิเศษมาให้กับลูกอย่างหนาแน่น ทำให้ไม่มีเวลาได้เล่นสนุก อีกทั้งยังไม่ได้พัฒนาสมองทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีอิสระทางความคิด ต้องอยู่ในกรอบตลอดเวลา  จนทำให้เด็กเกิดความเครียดในที่สุด 2. การรับฟังลูก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคเครียดในเด็กได้เป็นอย่างดี นอกจากจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกแล้ว ยังช่วยให้เขารู้สึกอบอุ่น กล้าคิด กล้าตัดสินใจได้มากยิ่งขึ้น เมื่อลูกมีปัญหาอะไร เขาจะเชื่อใจ และยอมเล่าให้คุณฟังเป็นอันดับแรก ดังนั้นการรับฟังความคิดเห็นของลูกจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเขาให้ดีขึ้นได้อีกด้วย 3. ใช้เวลากับลูกให้มากยิ่งขึ้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพ่อแม่ในยุคปัจจุบันนั้นมักให้ความสำคัญกับงานมาเป็นอันดับ 1 จนอาจเผลอลืมให้เวลากับลูกเท่าที่ควร ทำให้ลูกขาดที่ปรึกษา ไม่มีเพื่อนเล่นด้วย ไม่มีผู้ชี้แนะแนวทาง และส่งเสริมกิจกรรมที่พัฒนาศักยภาพได้เท่าที่ควร การให้เวลากับลูก จะช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายได้มากยิ่งขึ้น ลูกจะอบอุ่น และมีสภาพจิตใจที่ดีขึ้นลดการเกิดภาวะเครียดในเด็กลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. สอนให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง การยอมรับและเข้าใจความรู้สึกของตนเองจะสามารถสอนลูกให้คุมอารมณ์ได้ และการแสดงออกได้เป็นอย่างดี จะทำให้เขามีความยืดหยุ่นกับตัวเองมากยิ่งขึ้น รู้จักปรับตัว  ยอมรับและเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเกิดปัญหาใดจะทำให้เขาสามารถตั้งรับได้ดี และลดโอกาสที่จะเกิดโรคเครียดในเด็กอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง 5. สนับสนุนให้ลูกมีแรงจูงใจ การมีไอดอลหรือมีเป้าหมายของตัวเอง จะช่วยสร้างพลังจากภายในของลูกได้มากยิ่งขึ้น […]

5 เคล็ดลับ ในการรับมือลูกทานอาหารหกเลอะเทอะ พร้อมวิธีการปลูกฝังทัศนคติที่ดีในการทานอาหาร

การรับมือลูกทานอาหารหกเลอะเทอะ

วิธีรับมือกับลูกทานอาหารหกเลอะเทอะ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้พ่อแม่หลายท่านปวดหัวกันทุกวันอย่างแน่นอน จนทำให้บางครั้งเหนื่อยที่จะเก็บตามจนเผลอระเบิดอารมณ์ใส่ลูกเลยก็มี ซึ่งเด็กที่เริ่มเข้าสู่ช่วงวัยในการหัดทานอาหาร เขาจะมีพฤติกรรมการเลือกทานและกินยากมากขึ้น ซึ่งจะมาพร้อมกับการกินหกเลอะเทอะ หรือติดเล่น ส่วนใหญ่แล้วจะละเลงเป็นผลงานศิลปะลงบนโต๊ะหรือพื้นจนทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านหยุดหงิด และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลูกได้เห็น วันนี้เราจะมีเคล็ดลับในการรับมือกสิกรรมการทานอาหารของลูกในลักษณะนี้มาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. อธิบายถึงเหตุผล ว่าการทานอาหารหกเลอะเทอะนั้นมันส่งผลกระทบทางด้านใดบ้าง เข้าใจคุณพ่อคุณแม่อย่างมากที่จะต้องพบเจอกับสถานการณ์แบบเดิมซ้ำๆในทุกวัน จนทำให้บางครั้งเสียสุขภาพจิต และ มีโอกาสที่จะหงุดหงิดต่อหน้าลูกได้สูงมาก ดังนั้นแนะนำให้ตัดปัญหาด้วยการอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมถึงไม่ควรทานอาหารให้หกเลอะเทอะ เช่น ลูกจะต้องเห็นคุณค่าของอาหาร หรือ อาหารที่ถูกละเลง หรือโยนลงพื้นนั้นจะมีเชื้อโรค เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นต้น 2. ทำอาหารให้สามารถหยิบจับทานได้ง่าย รูปแบบของอาหารก็มีผลสำคัญต่อพฤติกรรมการทานอาหารของลูกมาก ดังนั้น แนะนำให้คุณแม่แบ่งอาหารให้เป็นชิ้นเล็ก ตัดพอดีคำ ทำเป็นแท่งที่สามารถหยิบจับทานได้ง่าย หรืออาจจะใช้เทคนิค BLW ให้ลูกหยิบทานอาหารด้วยมือ ด้วยตัวเอง วิธีนี้ นอกจากจะช่วยลดการกินหกเลอะเทอะแล้ว ยังช่วยให้ลูกได้สัมผัสกับอาหารในลักษณะที่หลากหลายรูปแบบ ได้ฝึกพัฒนาการไปในตัว 3. ส่งเสริมให้ลูกช่วยจัดโต๊ะอาหาร เคล็ดลับนี้สามารถใช้แล้วเห็นผลจริง เมื่อลูกได้เป็นคนลงมือจัดโต๊ะอาหารเอง เขาจะเห็นคุณค่าและความสำคัญของการทานอาหารมากยิ่งขึ้น ก็จะสามารถช่วยลดพฤติกรรมในการทำอาหารหกเลอะโต๊ะได้เป็นอย่างดีนั่นเอง นอกจากนี้คุณลองส่งเสริมให้ลูกเก็บจานข้าวที่ทานเสร็จแล้วด้วยตัวเอง ก็จะทำให้เขาตระหนักและเห็นคุณค่าของการทานอาหารได้มากยิ่งขึ้นแน่นอน 4. นั่งทานข้าวร่วมกันในครอบครัว การทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันจะช่วยให้ลูกเจริญอาหารได้มากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้าหากบนโต๊ะอาหารมีบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ลูกมีความสุขกับการทานอาหารได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากขึ้นอีกด้วย […]

ภาวะโรคซึมเศร้าในเด็ก  ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ดีขึ้นได้

ภาวะโรคซึมเศร้าในเด็ก

โรคซึมเศร้าในเด็ก  เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากให้เิกดขึ้นกับลูก เพราะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก ภาวะซึมเศร้านี้จะทำให้เด็กมีความรู้สึกหดหู่ ไม่สดใส มองโลกในแง่ร้าย จิตใจบอบบาง ไม่สามารถที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่รุนแรงได้ หากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและทำให้เด็กนั้นไม่มีความสุขกับการใช้ชีวิต จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของเด็กให้กลับมาเป็นปกติได้โดยเร็วที่สุด วันนี้เราจึงรวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในเด็กมาฝากกัน จะมีพฤติกรรม สาเหตุ รวมถึงวิธีการแก้ไขอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ลักษณะของภาวะโรคซึมเศร้าในเด็ก คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ง่ายๆด้วยการดูจากภาวะทางอารมณ์ของลูกเป็นหลัก ผู้ป่วยจากมีความรู้สึกเศร้า ไม่สดใส มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายและสิ้นหวังอยู่เสมอ บางรายมีอาการหนักถึงขั้นรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางด้านความคิดและสติปัญญา นำไปสู่ปัญหาในเรื่องของสุขภาพกายและใจในอนาคต  2. สาเหตุของโรคซึมเศร้าในเด็ก อาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยประกอบกัน โดยสามารถจำแนกได้เป็นสาเหตุที่มาจากพันธุกรรม จากการศึกษาพบว่าเด็กที่มีพ่อแม่เป็นภาวะซึมเศร้า ส่วนมากจะถ่ายทอดมาสู่เด็กด้วย โดยภาวะซึมเศร้านี้จะพบว่าสารเคมีในสมองนั้นเกิดการหลั่งผิดปกติ ทำให้ร่างกายไม่สามารถควบคุมอารมณ์และจิตใจได้ รวมไปถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น สภาพแวดล้อมการเป็นอยู่ การเลี้ยงดูของพ่อแม่ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่อาจจะกระทบกระเทือนติดใจของลูก เช่น การสูญเสียอวัยวะ การเป็นโรคร้ายต่างๆ เป็นต้น 3. จะทำอย่างไรเมื่อรู้ว่าลูกเป็นโรคซึมเศร้า แน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ทำใจได้ยากมาก แต่คุณจะต้องตั้งสติและยอมรับกับภาวะที่ลูกเป็นให้ได้ โดยที่ไม่ทั่วถึงอดีตที่ผ่านมา คุณต้องยึดลูกเป็นศูนย์กลางคอยรับฟังปัญหาต่างๆลูกอย่างเข้าใจ เป็นทุกอย่างให้กบลูก ให้เขารู้สึกสบายใจที่สุดเมื่ออยู่กับเรา โดยคุณสามารถกระตุ้นหรือสนับสนุนให้เขาทำกิจกรรมในแต่ละวันเพื่อลดความซึมเศร้าลง ให้เขามีความสนุกสนานในชีวิตมากยิ่งขึ้น ทานยาอย่างต่อเนื่อง และดูแลสภาพจิตใจและร่างกายของลูกให้แข็งแรงอยู่เสมอ ถ้ามีพ่อแม่คอยสนับสนุน จะช่วยให้เขามีภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจที่ดียิ่งขึ้น […]

สาระน่ารู้กับ โรคขาดธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการโดยตรง

โรคขาดธรรมชาติ

โรคขาดธรรมชาติ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเด็กสมัยใหม่นี้เติบโตมาพร้อมกับวิวัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด ทำให้การสื่อสาร และการเรียนรู้ จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น จนทำให้กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และใช้งานกันจนเคยชิน จนเกิดความไม่สมดุลในชีวิต ลูกติดจอและขาดอุปกรณ์ไอทีต่างๆไม่ได้เลย ทำให้ไปเบียดเบียนเวลาทอง ของการเรียนรู้นอกบ้าน ทำให้ลูกสัมผัสกับธรรมชาติน้อยลง จนเกิดเป็นปัญหา โรคขาดธรรมชาติ เกิดขึ้นเอง ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมสาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคนี้มาฝากกัน สำหรับใครที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้เลย 1. โรคขาดธรรมชาติคืออะไร หลายคนยังคงคำถาม วันนี้เราจะมาไขข้อสงสัยไปพร้อมๆกัน โรคขาดธรรมชาติหรือที่เรียกว่า Nature Deficit Disorder จะเกิดขึ้นได้กับเด็กที่ไม่ได้มีการใช้ชีวิตเชื่อมโยงกับธรรมชาติมากเท่าที่ควร ไม่ได้สัมผัสหรือเรียนรู้กับกิจกรรมนอกบ้านหรือนอกห้องเรียน ส่วนมากจ้ะใช้ชีวิตอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์เป็นส่วนใหญ่ มันกลายเป็นเด็กที่หมกมุ่นอยู่แต่กับตัวเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ หรือไม่มีจินตนาการที่ก้าวไกลเมื่อเทียบกับเด็กที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ต้นหญ้า ลำธาร สวนเด็กเล่น เป็นต้น  2. ผลกระทบของโรคขาดธรรมชาติ จากที่กล่าวมาข้างต้นโรคนี้เกิดจาก เด็กที่ใช้ชีวิตอยู่กลางแจ้งลดน้อยลง จะส่งผลให้เด็กนั้นนึกถึงแต่ตัวเอง มากกว่าการเรียนรู้และเข้าใจผู้อื่น หรือในเด็กบางคนมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์ ที่มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นเด็กสมาธิสั้น คือจะสังเกตได้ว่าเด็กจะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้นานๆ ถ้าหากเป็นหนักอาจถึงขั้นมีภาวะซึมเศร้ารวมด้วย ซึ่งผลกระทบของโลกนี้คือเด็กจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้เลย แล้วจะทำให้เขามีปัญหาในการเข้าสังคมในอนาคตนั่นเอง 3. สาเหตุของโรคขาดธรรมชาติ จากการสำรวจแล้วพบว่าเกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นหลัก ที่ส่วนใหญ่แล้วจะให้ลูกอยู่แต่กลับในบ้าน อาจจะด้วยจากหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็นในยุคโรคโควิด-19 ระบาดเช่นนี้อาจจะกลัวลูกติดเชื้อ […]

5 เคล็ดลับ เพิ่มความสูงให้กับลูก ด้วยวิธีง่ายๆทำตามได้ที่บ้านเลย

เพิ่มความสูง

เพิ่มความสูงให้กับลูก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความสูงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆได้มากเลยทีเดียว เพราะความสูงนั้นจะช่วยปรับบุคลิกภาพให้มีความโดดเด่นและรู้สึกกระฉับกระเฉงได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงเพิ่มโอกาสทางด้านสายงานอาชีพให้กับลูกในอนาคตได้อีกด้วย วันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการเพิ่มความสูงให้กับลูกด้วยวิธีง่ายๆแต่เห็นผลจริงมาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ วิธีนี้ถือเป็นวิธีพื้นฐานที่จะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงได้มากยิ่งขึ้น อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าการออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์ กิจกรรมที่เหมาะแก่การเพิ่มความสูงให้กับเด็กในวัยกำลัง ลูกจะรู้สึกสนุกสนานเมื่อได้ใช้พลังมากๆ เช่น การกระโดดเชือก การกระโดดแทรมโพลีน เป็นต้น   หากคุณฝึกให้ลูกทำเป็นประจำจะทำให้เขาเกิดความเคยชินและค่อยๆซึมซับการรักสุขภาพ ด้วยการออกกำลังกายในที่สุด ซึ่งนั่นถือว่าเป็นผลดีในระยะยาวอีกด้วย แต่สำหรับเด็กที่ไม่ชอบความโลดโผนมากนักแนะนำให้เต้นแอโรบิค จะเป็นการออกกำลังกายที่สามารถเคลื่อนไหวได้ทุกส่วนเช่นกัน ไม่หนักและไม่เสียพลังงานมากจนเกินไป โดยแนะนำให้ทำครั้งละ 30 นาทีเป็นประจำจะช่วยให้ลูกสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน 2. ทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากจะให้ลูกทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ตามหลักของโภชนาการแล้ว ให้คุณเน้นในเรื่องของการทานโปรตีนให้มากยิ่งขึ้น เช่น การทานนม เนื้อสัตว์ ไข่ เนยถั่ว  เป็นต้น โปรตีนเหล่านี้จะทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและช่วยเพิ่มความสูงให้กับลูกได้ ยกตัวอย่างปริมาณการทานโปรตีนที่เหมาะสม เช่น เด็กอายุ 3 – 7 ขวบ ร่างกายต้องการโปรตีนประมาณ  26 กรัมต่อวัน ส่วนใหญ่เด็กโตอายุ 7 – 14 ปี จะต้องการประมาณ 45 […]

5 ผลไม้ ช่วยลดปัญหาอาการท้องอืดในเด็ก ปรับสมดุลการขับถ่ายให้ดีขึ้น

ผลไม้ ช่วยลดปัญหาอาการท้องอืด

ผลไม้ช่วยลดอาการท้องอืดในเด็ก ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สร้างความกังวลใจให้กับผู้ปกครองไม่น้อยเลยทีเดียว กับอาการท้องอืดในเด็ก ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคน โดยเฉพาะในวัย 6-12 เดือน ที่เริ่มทานอาหารเสริมตามช่วงวัย จึงอาจเกิดปัญหาในเรื่องของระบบขับถ่าย อาหารไม่ย่อย จนท้องอืด ทรมานไม่สบายตัว ร้องไห้งอแงโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่คุณแม่ไม่ต้องเป็นกังวลใจไปเพราะวันนี้เราได้รวบรวมผลไม้ที่จะช่วยเพิ่มระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น จะมีผลไม้ชนิดใดที่ช่วยลดอาการท้องอืดบ้างนั้นไปติดตามเลย 1. ผลไม้ตระกูลเบอรี่ เช่น บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ สตรอเบอรี่ หรือองุ่น เป็นต้น ผลไม้เหล่านี้ จะอุดมไปด้วยสารพรีไบโอติกที่มีประโยชน์และช่วยให้จุลินทรีย์โปรไบโอติกเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้เป็น Normal Flora  ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยให้ระบบขับถ่ายนั้นทำงานได้อย่างปกติ กระตุ้นให้ลำไส้ย่อยง่ายมากยิ่งขึ้น จึงสามารถช่วยลดปัญหาท้องอืดลงได้เป็นอย่างดีนั้นเอง 2. แอปเปิ้ลต้ม โดยปกติแล้วแอปเปิ้ล เป็นผลไม้ที่มีสารโพลีฟีน ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดภาวะการอักเสบของกระเพาะอาหารลงได้ สำหรับเด็กที่กำลังมีปัญหาท้องอืด ท้องแข็ง  ขับถ่ายยาก หรือรวมไปถึงมีอาการท้องเฟ้อแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่นำแอปเปิ้ลไปต้มให้นิ่มและบดให้ลูกรับประทานจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ดูดซึมอาหารได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ แอปเปิ้ล ยังเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ลูกถ่ายได้คล่องมากยิ่งขึ้นอีกด้วย 3. ส้ม ก็เป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เป็นตัวเลือกที่ดี มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยให้กระบวนการย่อยอาหารของเด็กนั้นทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ส้มยังเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงช่วยเสริมสร้างเซลล์ต่างๆภายในร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้ว่าเด็กที่ทานส้มเป็นประจำนั้น จะมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง […]

6 อันดับ ที่ดูดน้ำมูกสำหรับลูก ที่ต้องมีติดบ้านไว้ สะดวก ปลอดภัยและใช้งานง่าย

ที่ดูดน้ำมูก

ที่ดูดน้ำมูกสำหรับลูก อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้โรคระบาดกำลังเกิดขึ้นอย่างหนักในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงเข้าใกล้ฤดูฝน ยิ่งมีโอกาสทำให้ลูกเจ็บป่วยบ่อยมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณจะต้องมีการเตรียมพร้อม กับอุปกรณ์ทำหรับดูแลสุขภาพลูกน้อย ที่ดูดน้ำมูก ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่สำคัญ ที่จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีติดบ้านไว้จะได้ใช้ประโยชน์อย่างแน่นอน วันนี้เราจึงรวบรวมผลิตภัณฑ์ดูดน้ำมูกที่มีคุณภาพดี สามารถใช้งานง่ายมีความปลอดภัยช่วยลดปริมาณน้ำมูกลงได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ จะมียี่ห้อใดน่าสนใจบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. PAPA BABY  รุ่น CEQ-078/1 เป็นที่ดูดน้ำมูกแบบบีบมือ ท่อที่ใช้ในการสอดเข้าจมูกนั้นทำจากซิลิโคนอย่างดี มีความนิ่มและไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูก ดูดมีขนาดเล็กกะทัดรัดสามารถพกพาได้สะดวก จับถนัดมือทำให้คุณดูดน้ำมูกของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถถอดชิ้นส่วนเพื่อทำความสะอาดได้ดี เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ ที่แม่หลายคนไว้วางใจ 2. Pigeon Nose Cleaner เป็นที่ดูดน้ำมูกแบบมือบีบ ตัวซิลิโคนที่สอดเข้าจมูกมีความนิ่มไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง สามารถดูดน้ำมูกออกมาได้อย่างรวดเร็ว เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับใช้กับเด็กน้อย ที่สำคัญวัสดุสามารถถอดชิ้นส่วนออกมาทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อโรคหรือแบคทีเรีย  3. GLOWY Nasal Aspirator Pen รุ่น NA-M001 เป็นเครื่องดูดน้ำมูกด้วยปาก ที่สามารถใช้งานได้ง่าย โดยคุณสามารถกำหนดแรงดูดได้ด้วยตนเองผ่านปาก วัสดุมีความปลอดภัยปราศจาก BPA และ Phthalate สามารถใช้งานได้ง่ายไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ที่สำคัญที่ดูดน้ำมูกรุ่นนี้มีระบบป้องกันการเข้าจมูกลึกเกินไป ถึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับลูกอย่างแน่นอน […]

5 อันดับ เครื่องปรุงรสสำหรับเด็ก เพิ่มรสชาติอร่อย หมดปัญหาลูกกินยาก

เครื่องปรุงรสสำหรับเด็ก

เครื่องปรุงรสสำหรับเด็ก เป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ทุกบ้านต้องมีติดไว้ โดยเฉพาะบ้านไหนที่ลูกทานข้าวยาก  ไอเทมนี้ จะช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารของคุณแม่นั้นมีความกลมกล่อมได้มากยิ่งขึ้น และที่สำคัญเครื่องปรุงรสสำหรับเด็กนั้นจะต้องมีระดับโซเดียมต่ำ ไม่ใส่ผงชูรสหรือสารสังเคราะห์อื่นๆที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของลูกนั่นเอง ใหญ่แล้วส่วนผสมที่ใส่ลงในเครื่องปรุงรสสำหรับเด็กนั้นจะต้องได้จากธรรมชาติ นอกจากจะช่วยชูรสให้อาหารกลมกล่อมแล้วยังต้องเพิ่มสารอาหารที่มีประโยชน์ให้กับเด็กได้อีกด้วย วันนี้เราจึงรวบรวมเครื่องปรุงรสสำหรับเด็กผ่านการคัดสรรมาแล้วอย่างดี เพื่อทุกเมนูสุดพิเศษของคุณแม่จะมียี่ห้อไหนบ้างนั้นติดตาม 1. HAPPY MUNCHY คุณแม่หลายท่านคงเคยเห็นผ่านหูผ่านตาบ้างแล้ว แบบนี้ผลิตเครื่องปรุงรสสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เป็นซอสมะเขือเทศโซเดียมต่ำ ลดลงจากปกติถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณน้ำตาลลดลง 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย ความโดดเด่นของเครื่องปรุงรสยี่ห้อนี้คือมาพร้อมกับวิตามินและแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย โดยส่วนประกอบหลักส่วนใหญ่จะได้จากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด  แครอทบล็อคโคลี่รวมถึงหอมหัวใหญ่ที่จะมาช่วยเพิ่มให้อาหารของคุณนั้นมีความกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอวิตามินบีและโอเมก้า 3 ที่จะเข้ามาช่วยบำรุงระบบประสาทของเด็กได้อีกด้วย  2. Little Ing เครื่องปรุงเด็ก ที่จะเข้ามาช่วยให้คุณแม่รังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลายรสชาติมากขึ้นเป็นผงปรุงรสให้รสชาติสไตล์ญี่ปุ่น ที่ผลิตจากปลา ปลาคัตสึโอะบุชิหรือปลาแห้งญี่ปุ่น ให้กลิ่นหอมธรรมชาติ สามารถนำมาใช้ในการทำน้ำซุปหรือปรุงรสอาหารเพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและชูรสชาติให้กลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ส่วนผสมหลักได้จากสาหร่ายวากาเมะ คอมบุ ปลาทูน่าและผักต่างๆจึงสามารถช่วยเพิ่มคุณค่าให้อาหารของคุณมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญไม่มีการแต่งกลิ่นใส่สีสังเคราะห์แต่อย่างใด เหมาะสำหรับเด็ก 6 เดือนขึ้นไป 3. Kids Kitchen Thailand ความโดดเด่นของเครื่องปรุงรสแบรนด์นี้คือไม่มีการเติมน้ำตาลและเกลือลงไปเลย วัตถุดิบได้จากธรรมชาติปลอดภัยปลอดสารพิษ 100%  […]

6 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าคุณแม่ใกล้คลอด ให้เตรียมตัวอย่างเร่งด่วน

สัญญาณ แม่ใกล้คลอด

สัญญาณใกล้คลอด เมื่อคุณแม่ท้องเข้าสู่เดือนที่ 9 แน่นอนว่าจะต้องใจจดจ่อ ตื่นเต้นนับวันรอได้เจอหน้าลูกอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้คุณแม่อาจมีอาการเจ็บท้องเตือนมาบ้างแล้ว จนทำให้คุณแม่อาจเกิดความเครียดและวิตกกังวลมากจนเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ได้ ให้คุณแม่ทำใจให้สบาย ตั้งสติและคลายความกังวลลง  วันนี้เราจะมารวบรวมสัญญาณที่จะบ่งบอกว่าคุณแม่ใกล้คลอดมาฝากกัน จะมีสัญญาณใดเตือนบอกคุณแม่บ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. อาการเจ็บท้อง เป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกให้คุณแม่เตรียมรับมือไว้ได้เลย โดยอาการเจ็บท้องนั้นจะมีทั้งแบบเจ็บท้องเตือนและเจ็บจริงก่อนคลอด คุณแม่สามารถสังเกตได้ง่ายๆหากเจ็บท้องเตือนมักจะเกิดขึ้นในช่วงประมาณสัปดาห์ที่ 35-36 ขึ้นไป  จะมีอาการเจ็บหน่วงปวดท้องเหมือนปวดประจําเดือน บริเวณท้องน้อย โดยจะมาร่วมกับอาการท้องแข็งเป็นระยะไม่สม่ำเสมอ เจ็บแล้วก็คลายสักพักอาการจะดีขึ้น นี่คืออาการเจ็บท้องเตือนว่าคุณใกล้คลอดแล้ว แต่ถ้าคุณมีอาการตรวจสม่ำเสมอโดยปวดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนรู้สึกทนไม่ไหว ส่วนใหญ่มักจะปวดที่บริเวณมดลูกส่วนบนท้องแข็งมาก เมื่อนั่งพักแล้วไม่รู้สึกดีขึ้น นั่นเป็นสัญญาณว่าเจ้าตัวน้อยใกล้ออกมาลืมตาดูโลก แล้ว 2. มีมูกเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด โดยปกติแล้วคุณแม่ที่อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ จะมีแค่ตกขาว ลักษณะเหนียวข้นออกมาจากช่องคลอดเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นระบบการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่มดลูก ถือเป็นภาวะปกติของร่างกาย แต่เมื่อไหร่ที่มีมูกเลือดไหลออกมา นั่นหมายความว่า ปากมดลูกของคุณแม่เริ่มเปิดกว้างขึ้น เป็นอีกสัญญาณเตือนว่าคุณใกล้คลอดในไม่อีกกี่วัน หรือกี่ชั่วโมงข้างหน้าแล้ว ให้คุณเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา 3. น้ำคร่ำแตก เป็นอาการที่ชัดเจนมาก โดยปกติแล้วถ้าหากคุณแม่มีน้ำคร่ำแตกจะมีโอกาสคลอดภายใน 12 ชั่วโมง ลักษณะของน้ำ จะเหลวใส ไม่มีกลิ่น จะไหลออกมาจากช่องคลอดโดยที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ ออกมาในปริมาณไม่เยอะ ซึ่งเกิดจากการที่มดลูกบีบตัวและทำให้ถุงน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มตัวเด็กทารกนั้นเกิดแตก […]

5 เคล็ดลับ สร้างความผูกพันระหว่างพ่อลูกให้แน่นแฟ้น แถมเสริมสร้างพัฒนาการได้อย่างดี

สร้างความผูกพันระหว่างพ่อลูก

สร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูก เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้มีความสุขและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า คุณพ่อนั้นมักได้ใช้เวลาร่วมกับลูกน้อยกว่าคุณแม่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กส่วนใหญ่จะติดแม่มากกว่า แต่คุณพ่อไม่ต้องเป็นกังวลใจไป จากสถิติแล้ว เด็กส่วนใหญ่มักชอบเล่นกับคุณพ่อมากกว่าเพราะสนุก อีกทั้งยังช่วยเสริมพัฒนาการได้อีกด้วย วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการเล่นกับลูกของคุณพ่อมาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. เล่นเครื่องบินกับลูก เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกให้สนิทกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะลูกในวัย 2-6 ขวบจะชื่นชอบการเล่นเครื่องบินเป็นอย่างมาก นอกจากจะสนุกสนานแล้ว การเล่นในลักษณะนี้จะช่วยเสริมทักษะการทรงตัวให้กับลูกได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยให้เขามีกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่แข็งแรงมากขึ้นได้ มีแรงในการยึดได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งการเล่นเครื่องบินจะเหมาะกับคุณพ่อมากกว่า เพราะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจึงช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้ดีขึ้น การเล่นเครื่องบินกับลูกจะช่วยสร้างความมั่นใจและความไว้ใจที่มีต่อคุณพ่อได้มากขึ้นอีกด้วย  2. การเล่นซ่อนแอบ ก็สามารถช่วยปลดปล่อยความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้ดีเช่นกันโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 3-6 ขวบ เป็นช่วงที่เริ่มมีทักษะการสังเกตและสามารถรับรู้ได้ว่าที่คงอยู่เหลืออะไรที่หายไป การเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกจะทำให้เขามีพัฒนาการทางด้านการมองเห็นและการได้ยินที่ดียิ่งขึ้น  โดยเทคนิคการสร้างความสัมพันธ์กับลูกวิธีนี้จะช่วยให้คุณขจัดความห่างระหว่างลูกลงได้มากเลยทีเดียว 3. การเป่าท้อง ก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ไม่น้อยเลย การเล่นลักษณะนี้เหมาะสำหรับเด็ก อายุ 8 เดือนขึ้นไป เพราะในช่วงวัยนี้ ผิวหนังของลูกจะเจริญอย่างเต็มที่ มีความแข็งแรงไม่เสี่ยงต่อการบอบช้ำ เด็กส่วนใหญ่จะชอบให้เล่นเป่าท้องมาก เขาจะสนุกสนาน และหัวเราะออกมาได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญ ลูกจะสามารถรับรู้ได้ว่าช่วงเวลาที่เขามีความสุขนี้เกิดขึ้นมาจากใครและจะทำให้เขาสนิทกับคุณพ่อได้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องระวังในการเล่นลักษณะนี้คือคุณจะต้องระวังในการออกแรงเป่าท้อง เพราะผิวหนังของเด็กแต่ละคนแข็งแรงไม่เท่ากันและอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้เล่นเอง 4. การร้องเพลงกับลูก ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว เป็นการเล่นที่ช่วยสร้างความผ่อนคลายให้กับทั้งสองฝ่ายได้เป็นอย่างดี  การร้องเพลงด้วยกัน […]