จัดอันดับ Superfood อาหารบำรุงครรภ์ เคล็ดลับที่ช่วยให้ลูกน้อยแข็งแรงตั้งแต่อยู่ในท้อง

จัดอันดับ Superfood

Superfood อาหารบำรุงครรภ์ ถึงแม้ว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ มีความหลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็จริง แต่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องเลือกโภชนาการที่ดีที่สุด มีประโยชน์ และสารอาหารครบถ้วนสูงสุดเพื่อลูกน้อย ดังนั้น การเลือกทาน “ซูเปอร์ฟู้ด” จึงถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีส่วนช่วยบำรุงลูกน้อยให้แข็งแรงตั้งแต่อยู่ในท้อง จะมีอาหารกลุ่มไหนที่ดีต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยบ้างนั้น ไปดูกันเลย   1. เมล็ดอัลมอนด์ จัดเป็น ซูเปอร์ฟู้ด ที่สามารถทานเล่นคลายหิวระหว่างมื้อได้เป็นอย่างดี อุดมไปด้วยกรดโฟลิก แร่ธาตุและวิตามิน อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ช่วยกระตุ้นผนังลำไส้ให้คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นขับถ่ายได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เพิ่มไขมันดี ลดไขมันเลว แถมมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย ที่สำคัญช่วยบำรุงเลือด ชะลอริ้วรอยไม่ให้แก่ก่อนวัยกันควรได้เป็นอย่างดี 2. ธัญพืช เป็นกลุ่มอาหารที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อาทิ โคลีน โฟเลต มีส่วนช่วยบำรุงระบบประสาท และสมองของทารกในครรภ์ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคปากแหว่งเพดานโหว่ อีกทั้งยังมีใยอาหารสูง ช่วยลดอาการท้องผูกในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้อีกด้วย ตลอดจนมีคาร์โบไฮเดรต วิตามินซี วิตามินบี สารต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ หากทานในปริมาณที่เหมาะสมรับรองว่าดีต่อสุขภาพทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์อย่างแน่นอน 3. เมล็ดเจีย […]

5 อันดับคาร์ซีทยอดนิยม 2024 ระบบเซฟตี้แน่นหนา ปลอดภัย สะดวกสบายใช้งานได้ยาวนาน

5 อันดับคาร์ซีทยอดนิยม 2024

คาร์ซีทยอดนิยม 2024  หลังจากที่รัฐบาลได้ออกกฏหมายฯ กำหนดให้เด็กอายุไม่เกิน 6 ขวบที่เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว ต้องนั่งคาร์ซีท หากละเลย มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ทั้งนี้ที่นั่งนิรภัยจะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ให้กับเด็กมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบัน มีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ คือวัสดุที่ใช้ จะต้องมีความแข็งแรง ป้องกันการกระแทกได้ดี สามารถปรับได้หลายระดับ และที่สำคัญ จะต้องได้รับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองได้มากยิ่งขึ้น โดยในวันนี้เราได้รวบรวมคาร์ซีทยอดนิยมล่าสุด ที่ดีไซน์สวยทันสมัย จะมียี่ห้อไหนตอบโจทย์การใช้งานได้ดีที่สุดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. คาร์ซีท Maxi-Cosi รุ่น Opal เป็นที่นั่งนิรภัยที่ได้รับมาตรฐานทางสากล สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง 4 ขวบเลย โดยทางแบรนด์ได้ออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระของเด็ก สามารถนั่งได้สะดวกสบายตลอดการเดินทาง และที่สำคัญปรับเคลื่อนย้ายได้สะดวก นอกจากนี้ยังสามารถปรับความสูงของเบาะรองศีรษะได้ถึง 6 ระดับเลยทีเดียว ปรับเอนได้มากสุด 5 ระดับ มาพร้อมกับผ้าหุ้มเบาะที่ถอดทำความสะอาดง่าย ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ไว้วางใจ 2. Ailebebe รุ่น Papatto Premium เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของคาร์ซีทรุ่นนี้คือผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป  ECE R44/04 […]

เปรียบเทียบนม UHT ยี่ห้อไหนสารอาหารสมองเยอะ ดีต่อระบบขับถ่าย มาดูกัน

นม UHT ยี่ห้อไหนสารอาหารสมองเยอะ

เปรียบเทียบนม UHT ถือเป็นสาระสำคัญที่มีส่วนช่วยในการตัดสินใจของคุณพ่อคุณแม่ได้ง่ายมากขึ้น ว่าควรเลือกนมกล่องยี่ห้อใดให้ลูกทาน ซึ่งโดยปกติแล้ว เด็กในวัย 1 ขวบขึ้นไป จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่สำคัญเพิ่มเติม ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน โดยนม UHT นี้อุดมไปด้วยสารอาหารที่หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็น DHA โอเมก้า 3 6 9 แคลเซียม รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆอีกมากมาย โดยแต่ละยี่ห้อจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้ 1. Enfagrow A+ สูตร 3 เป็นแบรนด์ที่คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ไว้วางใจกันอยู่แล้ว โดยสูตรนี้มาพร้อมกับกลิ่นวนิลาที่มีความหอมหวาน ช่วยให้เด็กๆดื่มนมกล่องได้ง่ายยิ่งขึ้น เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสูตรนี้คือจะอุดมไปด้วย DHA, ARA, โอเมก้า 3 6 9 แคลเซียมสูง อีกทั้งยังมีวิตามินต่างๆ มีโปรตีนสูง ที่ช่วยให้เด็กๆเติบโตอย่างสมวัย พร้อมทั้งช่วยพัฒนาระบบสมองของเด็กๆได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว 2. นม Hi-Q UHT สูตรนี้ให้พลังงานสูงถึง 120 kcal โดยเหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป โดดเด่นด้วยส่วนผสมของปริมาณ […]

5 เทคนิค สอนลูกรู้จักรอคอยให้เป็น เปลี่ยนนิสัยใจร้อนเอาแต่ใจเก่ง ให้มีความอดทน เห็นผลจริง!!

5 เทคนิค สอนลูกรู้จักรอคอยให้เป็น

เทคนิค สอนลูกรู้จักรอคอยให้เป็น ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกสำหรับคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก เพราะการดื้อรั้นเอาแต่ใจนั้นเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน ที่อยากได้อะไรก็ต้องการสิ่งตอบสนองเดี๋ยวนั้นทันที จนอาจติดเป็นนิสัย รอคอยไม่เป็น มีความใจร้อน ไม่มีเหตุผล ผสมผสานกับปัจจุบันนี้ที่โลกพัฒนาไปให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างได้มาง่ายดาย ไม่ต้องใช้เวลารอคอยนาน ส่งผลกระทบต่อลักษณะนิสัย มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ กลายเป็นเด็กกระวนกระวายเอาแต่ใจเก่ง วันนี้เรามีวิธีในการสยบความดื้อ ฝึกความอดทนรู้จักการรอคอย มาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. บอกระยะเวลารอคอยที่ชัดเจน เด็กๆส่วนใหญ่มักจะหงุดหงิดที่จะต้องรู้สึกรอคอยอะไรนานๆ ดังนั้น สิ่งที่สามารถแก้ไขได้ดีที่สุดคือ การระบุเวลารอคอยให้เขาเข้าใจว่ามันมีที่สิ้นสุด โดยแนะนำให้เปลี่ยนคำว่า เดี๋ยวก่อน หรือ รออีกแป๊บเดียว เป็นการระบุเวลาไปเลย เช่น แม่ขอเวลาอีก 5 นาที จะทำให้เด็กเข้าใจช่วงระยะเวลารอคอย ไม่รู้สึกกระวนกระวาย และลดทอนความหงุดหงิดลงได้เป็นอย่างดี 2. ฝึกให้ลูกจัดลำดับความสำคัญให้เป็น ซึ่งถือเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมาก โดยแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่สอนให้ลูกจัดลำดับสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อน ซึ่งจะต้องมีการฝึกฝนและทำอย่างต่อเนื่อง เช่น ถ้าหากลูกต้องการจะดูทีวี จะต้องมีการทำกิจวัตรประจำวันให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ทานข้าว ทำงานบ้าน ช่วงระยะเวลานี้จะทำให้ลูกรู้จักการรอคอยมากยิ่งขึ้น โดยเราจะเน้นให้ทำสิ่งที่ยากและสำคัญที่สุดให้เสร็จก่อน และเลื่อนสิ่งที่ง่ายไว้เป็นลำดับสุดท้าย ถือเป็นกลยุทธ์เปลี่ยนนิสัยใจร้อนเอาแต่ใจ ให้ลูกมีความอดทนสูงมากยิ่งขึ้น 3. เรียนรู้ไปพร้อมกับการเล่น […]

รู้เท่าทัน อะดีโนไวรัส (Adenovirus) แพร่กระจายง่าย ทำลายหลายระบบในร่างกายเด็กเล็ก

อะดีโนไวรัส (Adenovirus)

อะดีโนไวรัส (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างมากในยุคนี้ เชื้อโรคตัวร้ายที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กเล็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี แพร่กระจายง่าย ไม่ได้อยู่แค่ที่ต่อมอะดีนอยด์ แต่ทำลายหลายระบบในร่างกายเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ อธิบดีกรมการแพทย์ ยังเผยอีกว่าปัจจุบัน  Adenovirus มีส่วนทำให้ผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี  เป็นตับอักเสบเฉียบพลันเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ อะดีโนไวรัส มาฝากกัน จะมีอาการอย่างไร และสามารถป้องกันวิธีไหนได้บ้าง มาติดตามพร้อมๆกันเลย 1. อะดีโนไวรัส (Adenovirus) คืออะไร เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรคได้หลายระบบ สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกวัยแต่มักจะพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแบ่งออกเป็นได้หลายประเภท และแพร่กระจายได้ทุกฤดูกาลเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่เลย ระดับความรุนแรงของการติดเชื้อจะมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอันตรายถึงขั้นตับอักเสบเฉียบพลันได้เลย 2. การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสตัวนี้สามารถแพร่กระจายได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ เช่น การจับมือ การแพร่กระจายทางละอองฝอย โดยติดต่อกันจากการไอจาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ หรือการสัมผัสผ่านพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน […]

5 พฤติกรรมของพ่อแม่ เสี่ยงต่อ Toxic Family ทำให้บ้านไม่น่าอยู่อีกต่อไป

Toxic Family

Toxic Family ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พ่อแม่ควรใส่ใจและให้ความสำคัญ เพราะโดยปกติแล้ว เด็กจะรู้สึกปลอดภัยและมีความสุขเมื่อได้อยู่บ้านหรืออยู่กับผู้ปกครอง แต่ก็มีพ่อแม่ไม่น้อยเลยที่เผลอแสดงพฤติกรรมไม่น่ารัก ชอบจู้จี้จุกจิกมากเกินไป ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว หรือรวมไปถึง การใช้อารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ จนทำให้เด็กนั้นเกิดความอึดอัดใจ และบ้านไม่ใช่เซฟโซนอีกต่อไปสำหรับพวกเขา วันนี้เราจึงรวบรวมพฤติกรรมที่อาจเสี่ยงต่อการทำให้เกิด Toxic Family มาฝากกัน จะมีนิสัยใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. ผู้ใหญ่ชอบใช้อารมณ์เหนือเหตุผล เมื่อพ่อแม่ใช้อารมณ์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ลูกไม่อยากเข้าไปยุ่งหรือเข้าไปพูดคุยด้วย และที่แย่ไปกว่านั้น บางคนอารมณ์เสียมาจากที่อื่นแล้วมาระบายอารมณ์กับคนในครอบครัว ยิ่งทำให้บ้านนั้นรุกเป็นไฟ บรรยากาศภายในบ้านครุกรุ่น ไม่น่าอยู่อีกต่อไป ดังนั้น แนะนำว่าให้คุณหมั่นฝีกควบคุมอารมณ์ให้ได้ ใช้เหตุผลมาตัดสิน จะทำให้คุณเป็นผู้ใหญ่ที่ดูน่าเชื่อถือ และน่าเข้าหามากยิ่งขึ้น 2. ชอบตัดสินลูก แน่นอนว่าการถูกตัดสินนั้นจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่อย่างแน่นอน เด็กก็เช่นเดียวกัน เขาสามารถรู้สึกได้ว่า การถูกตัดสินนี้จะทำให้เขาดูแย่ในสายตาคนอื่น รวมไปถึงการถูกตำหนิต่อหน้าผู้อื่น ก็ทำให้เขารู้สึกเชิงลบเช่นเดียวกัน เช่น ทำไมหนูถึงเป็นเด็กที่ก้าวร้าวไม่น่ารักแบบนี้ เรื่องง่ายแค่นี้ทำไมหนูถึงทำไมได้ คำพูดเหล่านี้จะทำให้เด็กรู้สึกต่อต้าน มากกว่าที่จะปรับปรุงตัว ซึ่งส่งผลให้ลูกไม่อยากที่จะเล่าเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เขาได้เจอมาให้ฟัง ทำให้เขาเป็นเด็กที่เงียบขึมไม่สดใสเหมือนเดิม ดังนั้น หากเกิดปัญหาให้คุณถามถึงความรู้สึก และเหตุผลกับลูกก่อนเสมอ ให้ความสำคัญเขาก่อน แล้วจึงให้คำแนะนำด้วยเหตุผล จะทำให้พฤติกรรมของลูกดีขึ้น 3. ทำดีทำไหร่ก็ไม่พอใจ […]

5 เคล็ดลับ ปรับทัศนคติเปลี่ยนนิสัยเด็กขี้เกียจให้กลายเป็นเด็กขยัน ได้อย่างง่ายดาย

ปรับทัศนคติเปลี่ยนนิสัยเด็ก

เปลี่ยนนิสัยเด็กขี้เกียจให้ขยัน ต้องเข้าใจก่อนว่านิสัยขี้เกียจนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่จะมีมากมีน้อยแตกต่างกันออกไป ให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตพฤติกรรมของลูกดูว่า ลูกของเรามีภาวะเข้าข่ายเป็นเด็กขี้เกียจหรือไม่ เด็กบางคนไม่ยอมทำอะไรเลย ใช้ชีวิตเอาแต่ใจ ส่วนใหญ่จะนอนกับเล่นเกม ถ้าหากปล่อยให้มีพฤติกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ลูกจะติดนิสัยรักสบาย จนกลายเป็นเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือ หรือทำอะไรเองเป็นเลย แต่คุณไม่ต้องเป็นกังวลใจไป วันนี้เรามีเคล็ดลับในการปรับทัศนคติให้กับลูก โดยไม่กระทบกระเทือนจิตใจมาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย 1. สนับสนุนลูกให้ทำในสิ่งที่เขารัก ในช่วง 3-4 ขวบคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตเห็นได้แล้วว่าเด็กนั้นชื่นชอบการเล่นสนุกในรูปแบบใด และมีความตื่นเต้นหรือรู้สึกตื่นตัวกับสิ่งใดมากเป็นพิเศษ เช่น อยากทำกับข้าวกับพ่อแม่ อยากช่วยแม่ซักผ้า ชื่นชอบการกวาดบ้าน เป็นต้น ซึ่งช่วงเวลานี้จะถือเป็นช่วงเวลาทองที่คุณจะสามารถปลูกฝังและฝึกนิสัยรักความขยันนี้ไว้ให้กับลูก ซึ่งในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรห้ามลูกทำในสิ่งต่างๆที่เขาอยากทำ ไม่ควรบังคับให้เขานั่งอยู่เฉยๆ แต่ในทางกลับกันให้คุณมอบหมายหน้าที่เล็กๆน้อยๆ ให้กับลูกตั้งแต่ยังเด็ก จะช่วยให้เขารู้สึกมีคุณค่าและชื่นชอบทำในสิ่งต่างๆมากกว่าการอยู่เฉยๆ 2. หลีกเลี่ยงการตำหนิลูก แต่ให้ปรับเปลี่ยนมาเป็นวิธีการตักเตือนจะดีกว่า ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเด็กส่วนใหญ่นั้นจะชอบเพลิน และสนุกอยู่กับการเล่นของเล่นต่างๆของเขา จนทำให้คุณพ่อคุณแม่บางท่านตำหนิ บ่นว่าลูกขี้เกียจ ไม่ช่วยทำงาน คุณทราบหรือไม่ว่าคำพูดนี้ส่งผลต่อพฤติกรรมของลูก เมื่อลูกฟังแล้วจะมีความรู้สึกในเชิงลบและเกิดการต่อต้านมากยิ่งขึ้น ให้คุณปรับเปลี่ยนแบบเป็นวิธีการตักเตือน หรือชักชวนให้เขามาช่วยเราทำงานบ้างเล็กๆน้อยๆ จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยฝึกและปรับทัศนคติให้เขาเป็นเด็กที่มีความขยันขึ้นมาได้ โดยไม่ทำร้ายความรู้สึกของลูก 3. มอบหมายหน้าที่ให้ลูก เป็นเรื่องสำคัญมากถ้าหากคุณอยากปรับทัศนคติและปลูกฝังนิสัยขยันให้กับลูก เป็นหน้าที่ที่จะหาหน้าที่เล็กๆน้อยๆให้ลูกได้มีส่วนร่วมในงานบ้าน หรือกิจกรรมต่างๆที่จะช่วยให้เขารู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น เช่น การมีส่วนร่วมในการจัดโต๊ะอาหาร […]

รู้ทันโรคร้าย โรคไข้เลือดออกในเด็ก ภัยเงียบที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคไข้เลือดออกในเด็ก

โรคไข้เลือดออก เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว เราจะพบกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นในเด็กมากมาย ทั้งโรคติดเชื้อที่มาจากไวรัส เช่น RSV ,มือเท้าปาก รวมถึงโรคที่มีสัตว์เป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก  ซึ่งภัยเงียบที่มาพร้อมกับฤดูฝนนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถพบได้กับเด็กทุกคน และยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะ โรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะ ที่พบการระบาดเกือบทุกปี หากพื้นที่บ้านไหนมีความเสี่ยงต่อการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายยิ่งพบการระบาดมากกว่าปกติ แต่โรคนี้อาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ถ้าหากรู้เท่าทันและรักษาอย่างทันท่วงที จะมีลักษณะอาการอย่างไรบ้างและติดตามกันเลย 1. ทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ที่มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์นั้นจะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน โดยถ้าหากมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ไม่กลับมาติดสายพันธุ์เดิมอีกแต่สามารถ เป็นโรคไข้เลือดออกในสายพันธุ์อื่นได้แทน และอาการจะรุนแรงกว่าเดิม  2. สาเหตุของการติดเชื้อ นั้นมาจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนให้คุณพ่อคุณแม่เฝ้าระวัง ในช่วงเวลากลางวันให้ดีเพราะยุงลายนั้นจะออกหากินและกัดคนในช่วงเวลากลางวัน ถ้าหากบริเวณนั้นมีผู้ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ หากยุงลายตัวเมียไปกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสจะทำให้เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนนี้ยุง และแพร่กระจายเชื้อเข้าไปในต่อมน้ำลายของยุง และพร้อมที่จะแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดรายต่อไป ซึ่งเชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในตัวยุงได้นาน 1-2 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้น วิธีป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายนั่นเอง 3. ลักษณะอาการของไข้เลือดออก สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสชนิดนี้ จะแสดงออกหลังจากติดเชื้อประมาณ 5-8 โดยอาการจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ระยะคือ ระยะไข้สูง จะสังเกตได้ว่าลูกจะมีไข้สูงประมาณ 38 ถึง 40 […]

5 อันดับ กระโถนฝึกขับถ่ายสำหรับเด็ก แข็งแรงทนทาน สะดวกใช้งานง่าย 

กระโถนฝึกขับถ่ายสำหรับเด็ก

กระโถนฝึกขับถ่ายสำหรับเด็ก  เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่จะเข้ามาช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดการกับชีวิตประจำวันของลูกน้อยได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงวัยที่จะต้องเลิกใช้แพมเพิส อีกหนึ่งทักษะที่คุณจะต้องปลูกฝังให้กับลูกนั่น คือ ฝึกการขับถ่ายเป็นเวลา และสามารถใช้ห้องน้ำเองได้แล้ว ซึ่งทักษะนี้ควรจะสามารถทำได้ก่อนที่จะเริ่มไปโรงเรียน โดยการเลือกซื้อกระโถนขับถ่ายสำหรับเด็กนั้นให้คุณคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก และลวดลายสีสันดึงดูดตาที่จะช่วยให้เด็กนั้นสามารถสนใจและอยากใช้งานได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกรองรับการขับถ่ายได้ตลอดเวลา วันนี้เราจะได้รวบรวมกระโถนที่มีคุณภาพมาฝากกัน จะมียี่ห้อใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. กระโถนปลา รุ่น USE-A05 ลักษณะโดยทั่วไปของกระโถนรุ่นนี้คือใช้งานง่ายเพียงแค่ให้เด็กนั่งค่อม ก็สามารถขับถ่ายได้อย่างสะดวก โดยรุ่นนี้มีที่จับให้ด้วยคล้ายกับรถ ทำให้ดึงดูดความสนใจของเด็กๆได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงลวดลายปลาสุดน่ารัก มาพร้อมกับสีสันสดใสชวนให้น่าใช้งานมากยิ่งขึ้น ความพิเศษของปฐมรุ่นนี้คือจะมีที่จับให้เด็กสามารถนั่งได้ถนัดมากยิ่งขึ้น จะทำให้เขาขับถ่ายได้อย่างสบายใจ โดยรุ่นนี้สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 15 กิโลกรัม เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับเด็กในวัยกำลังซน สามารถใช้งานได้ทั้งถ่ายหนักและถ่ายเบา ที่สำคัญมีฝาปิดไม่ส่งกลิ่นเหม็นอีกด้วย 2. โถปัสสาวะ เด็ก 3 ระดับ  มาพร้อมกับลวดลายยีราฟสีฟ้าสดใส ช่วยดึงดูดความสนใจของเด็กได้เป็นอย่างดี เป็นโถที่ใช้สำหรับฝึกปัสสาวะสำหรับเด็กผู้ชาย คุณสมบัติที่โดดเด่นของโถยี่ห้อนี้คือสามารถปรับความสูงได้ถึง 3 ระดับ  ระดับ รองรับกับความสูงของลูกน้อยได้อย่างครอบคลุม มาในรูปทรงตั้งพื้น สะดวกแก่การใช้งานได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งทางแบรนด์ยังออกแบบให้มีตัวสูญญากาศไว้สำหรับแขวนติดผนังได้ด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับความสะดวกในการใช้งานของแต่ละบ้านเลย นอกจากจะเป็นโถไว้ฝึกปัสสาวะเด็กได้แล้วยังมีลูกเล่นเสริมเข้ามาด้วยการมีใบพัดตรงกลางไว้สำหรับให้ลูกได้เล็งฉี่สีได้อย่างตรงจุด ไม่หกเลอะเทอะอีกด้วย เหมาะสำหรับเด็กผู้ชายในวัย 1 ถึง 6 ขวบ  […]

5 เทคนิค เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กมีความสุข สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กมีความสุข

การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กมีความสุข นั้นถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์ที่ยากและท้าทายสำหรับคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก ก่อนอื่นเลยคุณต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเด็กแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน มีบุคลิกภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกคนเลยคือเด็กนั้นชอบการเล่นเป็นพิเศษ  ดังนั้นถ้าหากอยากเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่มีความสุข นอกจากคุณจะต้องเข้าใจในตัวตนของเขาแล้ว คุณต้องกล้าที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นอย่างอิสระ เพราะการเล่นนั้นไม่ใช่เพียงแต่เพื่อความสนุกเท่านั้นแต่ยังสามารถพัฒนาสมองและระบบประสาทของเขาให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด การเล่นนี้จะสามารถช่วยสร้างลักษณะนิสัยที่ดีในอนาคตให้กับลูกของเราได้อย่างน่าอัศจรรย์ ดังนั้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสุขของลูกเป็นหลัก วันนี้เราจึงมีเทคนิคการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีความสุข มาฝากกัน  จะมีเทคนิคการส่งเสริมอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย 1. สร้างวินัยด้วยการเล่น เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะส่งเสริมให้ลูกนั้นมีทักษะทางด้านสังคมที่เข้ากับเด็กคนอื่นได้เป็นอย่างดี โดยการออกไปเล่นนอกบ้าน จะช่วยให้เขามีความเห็นอกเห็นใจกับคนอื่นได้มากยิ่งขึ้น การปล่อยให้เขาได้เล่นอย่างอิสระจะช่วยให้เขา สามารถปรับตัวเข้ากับส่วนรวมได้ดี นอกจากนี้ คุณยังสามารถสร้างวินัยที่ดีให้กับลูกได้โดยผ่านการเล่น เช่น มอบหมายหน้าที่ประจำให้กับลูก อย่าง การรดน้ำต้นไม้ การกวาดถูบ้าน จะทำให้เขาสนุก แถมมีประโยชน์ในอนาคตอีกด้วย 2. ยิ้มสร้างความสุข คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการส่งเสริมให้ลูกยิ้มอยู่เสมอ จะทำให้ลูกมีโอกาสพบกับความสุขในชีวิตได้ง่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การยิ้มกับตัวเอง หรือกับคนใกล้ตัวอย่างเสมอ จะช่วยให้โลกสดใส ลดความตึงเครียด ช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับลูก เป็นเด็กที่น่ารัก เป็นมิตร ดึงดูดมิตรภาพดีๆเข้ามาได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รอยยิ้มยังช่วยสร้างทัศนคติเชิงบวกได้เป็นอย่างดี 3. ขอบคุณให้เป็น จากงานวิจัยเผยว่าการสอนให้ลูกรู้จักขอบคุณตัวเอง หรือขอบคุณผู้อื่นอยู่เสมอส่งผลให้เขาเติบโตมาเป็นคนที่มีมารยาทมากในสังคม เป็นลักษณะนิสัยที่สังคมต้องการ รู้จักเห็นใจและเห็นคุณค่าของผู้อื่น สามารถสร้างความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพที่ดีได้ โดยการพูดขอบคุณที่มาจากใจ จะช่วยสร้างความสุขให้กับลูกได้มากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน 4. […]