5 ข้อที่คุณต้องเผชิญ เมื่ออยากตัดสินใจเป็นคุณแม่ฟูลไทม์

แม่และเด็กใหม่

สิ่งที่ต้องเผชิญเมื่อต้องการเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่หนักอกหนักใจสำหรับคุณแม่อย่างมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบและรักในการทำงาน มีงานประจำที่คุณรักให้ทำในทุกๆวัน แต่เมื่อต้องการเป็นคุณแม่หลายคนเลยมีความลังเลระหว่างการทิ้งหน้าที่การงานรวมถึงรายได้ที่มาใช้หลายอย่างในครอบครัว กับการหันมาเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ โฟกัสเรื่องลูกอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่คุณได้กลับมาคือช่วงเวลาที่มีค่าและพัฒนาการของลูกพี่เติบโตขึ้นในแต่ละวัน จึงทำให้คุณแม่หลายท่านไม่สามารถตัดสินใจได้วันนี้เราจึงรวบรวมสิ่งที่คุณแม่ต้องเผชิญเมื่อจะตัดสินใจเลี้ยงลูกอยู่บ้าน และผันตัวเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ มาฝากกัน คุณต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น  อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตั้งแต่ที่คุณต้องการสิ่งที่แม่ทุกคนจะต้องมุ่งมั่นตั้งใจไว้อย่างเด็ดเดี่ยวคือการเป็นแม่ที่ดีที่สุดให้กับลูก ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณผันตัวมาเป็นคุณแม่ครูทำแล้วเราก็สิ่งที่คุณจะต้องเผชิญคือการรับหน้าที่ทำงานหนักเพิ่มขึ้นโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 14 ชั่วโมงต่อวันถ้าเทียบกับการทำงานในออฟฟิศหรืองานประจำของคุณแม่โดยเฉลี่ยแล้ว 8 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าการผันตัวเป็นคุณแม่ครูทานนั้นคุณต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ และอาจจะส่งผลให้คุณมีภาวะเครียดสะสมขึ้นได้แต่สิ่งที่คุณจะได้กลับมา คือช่วงเวลาที่มีค่ากับลูกนั่นเอง  คุณอาจจะต้องเผชิญกับความรู้สึกโดดเดี่ยวบ้างในบางเวลา การที่คุณจะต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกตลอด 24 ชั่วโมงอาจทำให้คุณมีภาวะเครียดสะสม และอาจจะกังวลในหลากหลายด้าน รวมถึงสิ่งที่คุณได้ทิ้งมาหน้าที่การงาน ตัวตนของคุณ ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่คุณเคยมี หลายคนอาจมองว่าการ เลี้ยงลูกอยู่บ้านนั้นเป็นเรื่องที่สบาย น่าอิจฉา ตรงกันข้าม แต่ถึงอย่างไรก็ตามมีคุณแม่ฟูลไทม์ไม่น้อยที่มีความสุข ที่ได้ใช้เวลาอันมีค่าร่วมกับลูก ได้อบรมสั่งสอน ได้เล่น ได้เรียนรู้กันอย่างใกล้ชิด ได้เฝ้าดูพัฒนาการและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน สำหรับคนที่กำลังลังเลและอยากตัดสินใจเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ สิ่งที่คุณจะได้รับกลับคืนมา นั่นคือคุณจะได้อยู่บ้านมาร่วมกับลูก ได้เล่น ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เป็นช่วงเวลาที่ไม่สามารถหาจากที่ไหนได้ และที่สำคัญ ช่วงเวลาทองเหล่านี้ เกิดขึ้นแค่ครั้งหนึ่งของชีวิตเด็กเท่านั้น เมื่อเขาเริ่มเข้าโรงเรียน ลูกจะเริ่มเติบโตและมีสังคมอื่นเข้ามา ชีวิตเขาจะไม่ได้มีเพียงแค่คุณเท่านั้นอีกต่อไป ดังนั้นข้อดีของคุณแม่ฟูลไทม์คือคุณจะได้ตักตวงช่วงเวลาที่แสนพิเศษนี้ได้มากกว่าคุณแม่ที่ต้องทำงานประจำนั่นเอง คุณอาจจะมีช่วงเวลาที่โหยหาอยากทำงาน นักจิตวิทยาได้กล่าวไว้ว่าคุณแม่ […]

แนะนำ วิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน สำหรับคุณแม่ที่เคยติดโควิด-19

แม่และเด็กใหม่

วิตามินเสริมภูมิคุ้มกัน นั้นถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ ที่จะช่วยให้ร่างกายของมนุษย์ สามารถจัดการหรือต่อสู้กับเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันที่โรคติดเชื้อระบาดหนักอย่างโควิด-19 ที่ยากจะเลี่ยงได้ ถ้าหากเรามีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ร่างกายก็จะมีระบบกลไกที่ชาญฉลาดและสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ร่างกายไม่ทรุดหนัก การติดเชื้อก็ลดความรุนแรงลงได้ในส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องทุ่มเทเวลาในการเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลาในการดูแลร่างกายตัวเอง หรือคุณแม่ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน วิตามินจะเข้าไปช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง จะมีชนิดใดบ้างไปติดตามกันเลย วิตามินซี เป็นวิตามินเสริมภูมิคุ้มกันตัวแรกเลยที่ต้องรับประทาน เพราะวิตามินซีนั้นจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์นิวโทรฟิล ให้ทำงานในกระบวนการจับกินเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปริมาณที่เหมาะสมที่เราแนะนำให้ทานต่อ 1 วันคือ 500 ถึง 2000 mg  ซึ่งแนะนำให้ทานในช่วงเช้าจะช่วยให้ระหว่างวันนั้นตายได้ทำงานขับถ่ายออกมาได้ดียิ่งขึ้น Zinc เป็นอีกหนึ่งวิตามินเสริมที่จะช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันของเราให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วที่สุด เพราะในการติดเชื้อโควิด-19 จะเข้าไปทำลายเยื่อบุทางเดินหายใจของเรา ไปทำลายตุ่มรับรสทำให้เรารู้สึก จมูกไม่ได้กลิ่นลิ้นไม่รับรส ซึ่งถ้าหากเราทานวิตามินเสริมชนิด Zinc เข้าไป จะไปช่วยลดการเกาะตัวของเชื้อไวรัสกับเซลล์เยื่อบุผิวของเรา ทำให้เชื้อไวรัสนั้นไม่สามารถเกาะติดเซลล์หรือทำลายเซลล์ของเราได้เท่าที่ควร จึงช่วยลดการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนในทางหลอดเลือดได้อีกด้วย ช่วยแนะนำให้ทาน 20-40 มิลลิกรัมต่อวันจะถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมเห็นผลดี  วิตามินดี เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่จะช่วยระบบภูมิคุ้มกันของคุณให้แข็งแรงมากยิ่ง อีกทั้งยังช่วยให้คุณมีกระดูกที่แข็งแรง และนอนหลับสนิท มากยิ่งขึ้น ซึ่งประโยชน์ของวิตามินดีต่อระบบภูมิคุ้มกันนี้จะช่วยภูมิคุ้มกันทั้งแบบ Adaptive และ Innate immunity เมื่อร่างกายของเราได้รับเชื้อแล้วร่างกายจะมีกระบวนการกำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปริมาณการรับประทานวิตามินที่เหมาะสมแนะนำให้อยู่ที่ประมาณ […]

6 เคล็ดลับ สร้างสุขภาพดีให้ลูกน้อยด้วยวิธีง่ายๆ ทำตามได้ทุกบ้าน

แม่และเด็กใหม่

สร้างสุขภาพดีให้ลูกน้อย นั้นจะต้องใช้ระยะเวลา และความทุ่มเทของผู้ดูแล เมื่อพูดถึงเรื่องของสุขภาพแล้วล่ะก็ เชื่อว่าแม่ๆทุกคนจะต้องอยากให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรง พร้อมเผชิญโลกกว้าง และเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ไร้ขีดจำกัด เพราะรากฐานของสุขภาพที่ดี มาจากระบบภูมิคุ้มกันที่ทำงานงานมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงโภชนาการที่ดีก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมารวบรวมเคล็ดลับ ในการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงของลูกน้อยมาฝากกัน จะมีวิธีใดที่เหมาะสมบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย สุขภาพที่ดีเริ่มจากลำไส้ที่แข็งแรง อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าระบบทางเดินอาหารนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเจริญเติบโตของลูกน้อย  คุณแม่ทราบหรือไม่ว่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเซลล์สร้างภูมิคุ้มกันนั้นอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องดูแลระบบทางเดินอาหารให้สมบูรณ์แข็งแรง ที่พร้อมให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพของลำไส้ที่ดีนั้นคือการทานอาหารที่มีโปรไบโอติก เพื่อช่วยสร้างจุลินทรีย์ดีให้ให้กับร่างกาย เพื่อพร้อมที่จะป้องกันและต่อสู้กับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายของลูกน้อยนั่นเอง โภชนาการที่ดี ก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการสร้างสุขภาพที่ดีให้กับลูกของคุณ การมีโภชนาการที่เหมาะสมไม่จำเป็นจะต้องเพิ่มปริมาณอาหารให้มากกว่าปกติ เพียงแต่ว่าให้คุณแม่เพิ่มอาหารที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น เพื่อทดแทนอาหารที่มีประโยชน์น้อยอย่างเช่น ขนม  ด้วยการทานผักและผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ  สามารถเคลื่อนตัวของอาหารได้ดี และดูดซึมสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญต้องให้ลูกน้อยดื่มน้ำอย่างเพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายนั้นสดชื่นและแข็งแรง สอนลูกทำกิจกรรมอยู่เสมอ กิจกรรมที่สร้างสรรค์จะช่วยทำให้ร่างกายของลูกน้อยแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหากมีเวลาว่างแนะนำให้คุณแม่ชวนลูกออกกำลังกายสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งประโยชน์ของการออกกำลังกายนั้นมีมากมาย ทำให้ระบบต่างๆทำงานได้อย่างปกติมากยิ่งขึ้น เลือดลมไหลเวียนดี หัวใจแข็งแรง นอกจากนี้การออกกำลังกายอยู่เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆได้อย่างดีอีกด้วย ยกตัวอย่างการชวนลูกเล่นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และท้าทายเช่น การกระโดดเล่น การโยนลูกบอลใส่ตระกร้า การปีนป่ายเครื่องเล่นก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยให้เด็กมีความกระตือรือร้นและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา  นอนหลับให้ครบตามช่วงวัย การให้ลูกพักผ่อนอย่างเพียงพอนั้นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยสร้างสุขภาพดีให้กับลูกได้ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนที่โกสฮอร์โมนหลั่งออกมาอย่างเต็มที่ ถ้าหากลูกได้พักผ่อนอย่างเพียงพอจะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายและพัฒนาการของเขาเจริญเติบโตอย่างสมวัย รวมถึงระบบเลือดและเซลล์ต่างๆภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย การฉีดวัคซีนตามเกณฑ์อายุ […]

6 เคล็ดลับ ในการทำความเข้าใจกับลูก เมื่อถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน

6 เคล็ดลับ ในการทำความเข้าใจกับลูก เมื่อถึงวัยต้องเข้าโรงเรียน

เคล็ดลับการเข้าใจความรู้สึกของลูก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในวัยเรียน เป็นอีกหนึ่งทักษะที่คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกฝน เพราะอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ การใช้ชีวิตภายนอกบ้านนั้นค่อนข้างอันตรายและมีความเสี่ยงที่จะติดโรคระบาดสูงมาก ในช่วงนี้ที่เกิดโรคระบาด covid -19 ทำให้ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์กันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้มาเป็นการเรียนออนไลน์แทน จึงทำให้ขาดโอกาสการพบปะกับสังคมมากขึ้น ซึ่งผลกระทบข้อนี้อาจทำให้เด็กนั้นไม่มีทักษะทางด้านการเข้าสังคมที่ดีเท่าที่ควร  ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากสถานการณ์กลับมาดีขึ้นแล้ว เด็กๆนั้นจะต้องไปโรงเรียนพร้อมทั้งมีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องทำความเข้าใจกับอารมณ์ความรู้สึกของลูก วันนี้เราจึงมีวิธีในการรับมือ พร้อมทำความเข้าใจกับความรู้สึกของลูกเมื่อต้องไปโรงเรียนมาฝากกัน จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย เข้าใจในความกังวลของลูก  ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับเด็กทุกคนที่ต้องจากบ้าน ไปใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนอย่างน้อยครึ่งวัน ซึ่งลูกจะต้องพบเจอกับสถานการณ์ต่างๆมากมายที่อาจจะปรับตัวได้บ้างไม่ได้บ้าง อาจทำให้เกิดความ วิตกกังวลเมื่อต้องไปโรงเรียน  หากเป็นเช่นนี้ให้คุณพ่อคุณแม่เปิดใจยอมรับฟังความรู้สึกของลูกและพร้อมกับอธิบายเหตุผลให้ลูกฟัง สอนให้ลูกเห็นว่าเราสามารถรับฟังและเข้าใจถึงปัญหาที่กำลังเป็นกังวลใจได้จะทำให้เขารู้สึกอุ่นใจ และคลายความกังวลลงได้ เป็นที่พึ่งทางใจให้กับลูก เมื่อลูกจะต้องกลับเข้าไปโรงเรียนอีกครั้ง แน่นอนว่าหลายคนยังไม่สามารถปรับตัวได้ จึงอาจมีความกังวลสูงดังนั้นสิ่งที่คุณทำได้คือท่าทีที่สงบนิ่งและคอยเป็นที่พึ่งทางใจให้กับลูก จะทำให้ลูกนั้นหายกลัวและคลายความกังวลลงได้มากเลยทีเดียว คุณพ่อคุณแม่เชื่อหรือไม่ว่าพฤติกรรมของคุณที่แสดงออกมานั้นมีผลต่อจิตใจของลูกเป็นอย่างมาก สามารถกำหนดอารมณ์และความรู้สึกของลูกได้เลยทีเดียว  ปลูกฝังให้ลูกมองโลกในแง่ดี เป็นทักษะที่จะสามารถช่วยให้เด็กนั้นใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้โดยการพูดคุยถึงข้อดีของการไปโรงเรียนกับลูก การได้พบปะสังสรรค์กับเพื่อน ได้ทำกิจกรรมที่สนุกสนานต่างๆมากมาย เป็นต้นจะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกว่าการไปโรงเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ดี จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆมากยิ่งขึ้น หรือถ้าหากในยุคปัจจุบันนี้คุณอาจจะสอนลูกให้รู้จักวิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโรคระบาด covid -19 ได้อย่างถูกต้อง นั่นเอง ฝึกให้ลูกได้อยู่ด้วยตัวเองตามลำพังบ้าง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ก่อนจะถึงวัยเข้าโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ ควรให้ลูกได้ใช้เวลากับตัวเองให้มากที่สุด โดยคุณอาจจะดูแลความปลอดภัยของลูกอยู่ห่างๆ วิธีนี้จะทำให้เด็กได้อยู่กับตัวเองและมีเวลาเพิ่มมากขึ้น รวมถึงทักษะนี้จะทำให้เด็กอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ปลูกฝังให้ลูกรู้จักความยืดหยุ่น […]

7 วิธีลดความเสี่ยง อาหารติดคอลูก ที่อันตรายถึงชีวิต

แม่และเด็กใหม่

วิธีการลดความเสี่ยงของอาหารติดคอลูก เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจ เมื่อลูกเข้าสู่วัยต้องทานอาหารเสริมตามวัย ควบคู่กับนมมื้อหลัก อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาท้าทายสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่จะต้องประกอบอาหารให้ลูกทาน และอีกสิ่งหนึ่งที่น่ากังวลใจ เป็นปัญหาที่อาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยนั่นก็คือการสำลักอาหาร หรือมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ เหตุการณ์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา จะทำให้เด็กนั้นไม่สามารถหายใจได้ตามปกติ  หรือเกิดภาวะหายใจไม่ออกเฉียบพลัน ซึ่งถ้าไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีอาจเสียชีวิตได้เลย วันนี้เราจึงมีวิธีการลดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์อาหารติดคอ มาฝากกัน จะมีวิธีใดที่สามารถลดความเสี่ยงได้บ้างนั้นไปติดตามกันเลย ฝึกให้ลูกรู้จักเคี้ยวอาหาร เป็นวิธีพื้นฐานที่จะช่วยลดความเสี่ยง ไม่ให้อาหารติดคอได้ โดยเฉพาะเด็กในวัยกำลังซนนั้นมักไม่ให้ความสำคัญในการทานอาหารให้ละเอียด ส่วนมากมักห่วงเล่นจนไม่ได้สนใจอาหารที่อยู่ตรงหน้าเท่าไหร่นัก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่จะต้องปลูกฝังลักษณะนิสัยพื้นฐานในการเคี้ยวอาหารให้กับลูก เคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถ เลือกอาหารที่มีลักษณะตามช่วงวัยให้เหมาะสมกับลูกจะช่วยลดความเสี่ยงนี้ลงได้เช่นกัน เช่น ลักษณะความอ่อนนุ่มของอาหาร เป็นต้น ฝึกให้ลูกนั่งทานข้าวอย่างเป็นระเบียบ การนั่งทานข้าวอยู่บนโต๊ะอาหารจะช่วยลดความเสี่ยงหนีลงได้มากเลยทีเดียว เพราะถ้าหากเด็กห่วงเล่น เล่นไปกินไปจะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่ออาหารติดคอสูงขึ้น ดังนั้นแนะนำว่าให้คุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังลักษณะนิสัยพื้นฐานนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ปฏิบัติจนเป็นนิสัย ให้นั่งทานอาหารบนเก้าอี้เท่านั้น จะช่วยลดความเสี่ยงอาหารติดคอลงได้มากเลยทีเดียว เตรียมอาหารตามช่วงวัย การเตรียมอาหารให้ลูกทานนั้นมีความสำคัญอย่างมาก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องคำนึงถึงเลยนั่นก็คือช่วงวัยของลูก ว่าเหมาะสมกับอาหารในลักษณะไหน ยกตัวอย่างเช่น เด็กในวัย 6 เดือน ควรทานข้าวบดละเอียด เด็กในวัย 10-12 เดือน เริ่มทานอาหารที่เป็นชิ้นพอดีคำ ไม่หั่นผักให้มีลักษณะกลมเพราะเสี่ยงต่อการติดคอได้ง่ายยิ่งขึ้น เป็นต้น ไม่ให้ลูกทานอาหารที่มีความเสี่ยง โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบควรระมัดระวังในเรื่องของการทานอาหารเป็นพิเศษ […]

4 เคล็ดลับในการเลี้ยงลูก ให้เติบโตมาเป็นเด็กดี มีคุณภาพ

แม่และเด็กใหม่

เชื่อว่าการเลี้ยงลูกให้เติบโตมาเป็นเด็กดีนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุดของคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน ถึงแม้ว่าลูกจะเรียนหนังสือไม่เก่ง หรือไม่ฉลาดเท่าคนอื่น ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจใดเท่ากับการให้เขาเติบโตมาเป็นเด็กดีมีคุณธรรม ดังนั้น คุณแม่ควรจะมี เคล็ดลับในการเลี้ยงลูกให้เติบโตมาเป็นเด็กดีที่มีคุณภาพ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเด็กนั้นเปรียบเสมือนผ้าขาว เพียงแค่เราเติมเต็มในส่วนที่เขายังขาด รวมถึงการอบรมสั่งสอน ให้เขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ทั้งหมดนี้นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่ที่มีต่อลูก จะต้องปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเขาตั้งแต่ยังเด็ก จะช่วยให้เขาค่อยๆซึมซับพฤติกรรมที่ดีแล้วโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคตได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงรวบรวมเคล็ดลับในการเลี้ยงลูกให้เติบโตมาเป็นเด็กดี มาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้นไปติดตามกันเลย ปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อตั้งครรภ์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลลูกน้อยด้วยการปฏิบัติตัวของคุณแม่ตั้งแต่ตั้งครรภ์ควรงดดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และไม่วิตกกังวลจนเกินไปเพราะปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้การส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะความเครียดที่เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนจะต้องมีอย่างแน่นอน มันสามารถหลั่งฮอร์โมนความเครียดผ่านทางสายสะดือไปสู่เด็กทารกในครรภ์ได้  ซึ่งมีงานวิจัยค้นพบแล้วว่าอารมณ์เครียดของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 25 วันขึ้นไป เซลล์สมองของลูกน้อยจะเริ่มมีความผิดปกติ ส่วนมากพบเป็นโรคสมาธิสั้น เกิดภาวะการทำงานของสมองผิดปกติ ซึ่ง สาเหตุเหล่านี้มาจากสารพิษที่ได้รับผ่านจากคุณแม่ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อคุณตั้งครรภ์จะต้องระมัดระวังและดูแลลูกน้อยในครรภ์เป็นพิเศษ เพื่อให้เขาเติบโตมามีเซลล์สมองที่สมบูรณ์ และฉลาดในอนาคต สบตากับลูกทุกครั้งเมื่อพูดคุย ซึ่งโดยปกติทั่วไปแล้วเด็กอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปตาเขาสามารถปรับโฟกัสและมองเห็นสิ่งรอบตัวได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่เขาจะมองเห็นได้บ่อยและใกล้ชิดที่สุดก็คือคุณพ่อคุณแม่นั้นเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องมองด้วยสายตาที่อ่อนโยน ส่งความรักผ่านทางสายตา จะสามารถสร้างความผูกพันของคุณกับลูกได้อย่างน่าอัศจรรย์ การสบตานี้จะทำให้เด็กไว้ใจมากยิ่งขึ้น และรวมไปถึงมีพัฒนาการการรับรู้ได้ดี จะทำให้เด็กรู้สึกต่อตนเองในทางที่ดี และ รู้สึกถึงคุณค่าของตนเอง  ฝึกทักษะทางสังคมให้กับลูก การฝึกทักษะทางสังคมให้กับลูกนั้นจำเป็นอย่างมากที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องพาลูกออกไปพบเจอกับสถานการณ์จริงหรือได้ไปพบปะกับสังคมมากยิ่งขึ้น จะทำให้เขามีมารยาททางสังคมและอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้ง่ายยิ่งขึ้น เช่น การพาลูกไปงานแต่งงาน หรือตามประเพณีต่างๆที่พบปะกับผู้ใหญ่เด็กในวัยอื่นมากยิ่งขึ้น […]

6 ข้อควรระวัง ในการเลี้ยงลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

แม่และเด็กใหม่

ความซุกซนและการชอบเล่นสนุกนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติของเด็กๆ ซึ่งในบางครั้งสิ่งที่เด็กเล่นนั้นอาจจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายสูง โดยเฉพาะเด็กในวัยกำลังซนในช่วง 1-3 ขวบแรก จะมีความอยากรู้อยากเห็น ชอบปีนป่ายเป็นที่สุด คุณพ่อคุณแม่จะต้อง วิธีการเลี้ยงลูกน้อยให้ปลอดภัย  โดยไม่ปิดกั้นพัฒนาการของลูก วันนี้เราจึงตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตรายขึ้นกับเด็กๆได้ จึงรวบรวมข้อที่ควรระมัดระวังและไม่ควรมองข้ามมาฝากคุณพ่อคุณแม่จะ จะต้องระมัดระวังเรื่องใดเป็นพิเศษบ้างนั้นไปติดตามใจเลย ระวังการตกจากที่สูง ส่วนใหญ่เป็นอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กในวัย กำลังหัด คลานหัดเดิน ในช่วงบ่ายนี้เดี๋ยวจะมีความอยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆรอบตัวมากยิ่งขึ้น มีความอยากรู้อยากเห็นมากยิ่งขึ้น การดูแลลูกน้อยที่ถูกวิธีคือคุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องคอยเฝ้าลูกอยู่ใกล้ตลอดเวลา เพียงแค่คุณเฝ้าดูอยู่ห่างๆคอยระมัดระวังอันตรายที่เกิดขึ้นก็เพียงพอ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้ฝึกพัฒนาการต่างๆด้วยตนเอง เรียนรู้กับสถานการณ์ต่างๆด้วยตัวเองมากที่สุดจะทำให้ลูกนั้นมีความกล้าและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้นั่นคือคนเก็บฟืนที่บ้านให้สะอาด ไม่มีสิ่งกีดขวางหรือเก้าอี้ล้อเลื่อนให้ลูกเกาะยืน เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้สูง เป็นต้น ระวังสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็กในวัยที่ ต้องทานอาหารเสริมตามวัย หรือมีช่วงไหนที่ชอบหยิบสิ่งของเข้าปาก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องตระหนักถึงความสะอาดในพื้นที่ของลูกให้มากที่สุด พยายามเก็บสิ่งของที่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยออกห่างจากลูก เพื่อลดโอกาสที่ลูกจะนำเข้าปากแล้วติดคอได้ ยกตัวอย่างสิ่งของที่มักพบติดคอเด็กได้บ่อยเช่น เศษพลาสติก ของเล่น อาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ การใช้แป้งเด็ก ก็สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองทางระบบหายใจได้เช่นกัน ดังนั้นหากไม่จำเป็น ให้หลีกเลี่ยงการใช้แป้งเด็กและเก็บให้ห่างมือ อาหารที่มีการปนเปื้อน เป็นอีกหนึ่งอันตรายที่หลายคนมองข้าม จากสถิติ พบว่า ในปัจจุบันเด็กนั้นเกิดอาการท้องเสียจากอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียเป็นจำนวนมาก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องควรระมัดระวังอาหารที่จะให้กับลูกจะต้องสดใหม่อยู่เสมอ เพราะอาการในเด็กนั้นค่อนข้างรุนแรงมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่  อันตรายจากสารเคมี […]

5 วิธี ในการรับมือ กับปัญหาลูกติดทานขนมมากเกินไป

แม่และเด็กใหม่

การรับมือสำหรับลูกที่ติดขนมมากจนเกินไป เป็นอีกหนึ่งปัญหาคุณพ่อคุณแม่หลายคนเป็นกังวลใจ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเรื่องอาหารการกินนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกน้อยเป็นอย่างมาก ในช่วงวัยเด็กเป็นพ่อคุณแม่สามารถที่จะควบคุมปริมาณการทานอาหารของลูกได้ แต่เมื่อโตมาแล้วนั้นปัญหาในเรื่องของการกินถือเป็นปัญหาหลักที่ท้าทายความสามารถของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมาก  ปัญหาในการทานอาหารของลูกนั้นมีหลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น ลูกไม่ชอบทานผัก  ลูกเบื่อ ทานอาหารได้น้อย รวมไปถึงชอบทานขนมมากจนเกินไป ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กโดยตรง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องมีวิธีการรับมือสำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราจึงรวบรวมวิธีในการรับมือสำหรับบ้านไหนที่ลูกติดทานขนมมากจนเกินไป จะมีวิธีจัดการอย่างไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย ให้ลูกทานอาหารเป็นเวลา เป็นวิธีแรกที่คุณพ่อคุณแม่สามารถปรับพฤติกรรมการทานอาหารของลูกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการให้ลูกทานอาหารตรงตามเวลาในแต่ละมื้อ จะช่วยให้ร่างกายของลูกน้ำปรับตัวและเกิดความหิวมาโดยอัตโนมัติเมื่อถึงเวลา โดยคุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ให้ลูกทราบว่าการทานอาหารแต่ละครั้งนั้นจะต้องมีช่วงเวลาที่แน่นอน เพื่อฝึกนิสัยการทานอาหารให้เป็นระเบียบและอยู่ในช่วงเวลามากยิ่งขึ้น  เช่น อาหารว่าง กับอาหารหลักควรห่างกัน 2-3 ชั่วโมง และต้องไม่ให้ลูกทานขนมอย่างอื่นเพิ่มเติมจนกว่าจะถึงเวลาทานอาหารมื้อถัดไป ทำความเข้าใจกับลูกเรื่องผลเสียของขนม การที่เราคอยห้ามลูกไม่ให้กินขนมนั้นอาจเป็นการบังคับจิตใจลูกจนเกิน ดังนั้นเราจึงควรบ่งชี้ถึงสาเหตุว่าทำไมเราถึงห้ามไม่ให้ลูกทานมากจนเกินไป อธิบายถึงข้อเสีย ของการทานขนมที่มีต่อสุขภาพให้ลูกได้เข้าใจ ซึ่งคุณสามารถอธิบายให้ลูกเข้าใจได้ง่าย โดยเล่าผ่านนิทาน แนะนำให้เลือกนิทานที่มีพฤติกรรมการกินไม่เหมาะสม จะช่วยให้ลูกตระหนักถึงข้อเสียได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ปฏิเสธอย่างสุภาพ คำพูดของคุณพ่อคุณแม่นั้นมีผลกระทบต่อจิตใจของโลกเป็นอย่างมากดังนั้นหากลูกรู้สึกหิวหรืออยากที่จะทานขนม คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีศิลปะในการเล่าเรื่อง หรือศิลปะในการหลอกล่อลูกให้สนใจสิ่งอื่นมากกว่า ซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีมากกว่าการห้ามลูกโดยตรงนั่นเอง ใช้เป็นขนมเพื่อสุขภาพแทน โดยธรรมชาติของเด็กๆนั้นมักจะชอบขนมขบเคี้ยวเพราะมีรสหวานและอร่อย โดยขนมบางประเภทนั้นมักผ่านการปรุงแต่งรสชาติทำให้มีปริมาณโซเดียมสูงเกินกว่าความจำเป็นของร่างกายที่จะต้องได้รับในแต่ละวัน ซึ่งในปัจจุบัน มีอาหารทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ สามารถทดแทนขนมที่ทำลายสุขภาพเหล่านี้ได้ มีความอร่อยไม่แพ้กันเลย แถมยังได้ประโยชน์เพราะมีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับบ้านไหนที่ในช่วงแรกลูกไม่สามารถที่จะลดปริมาณการทานขนมลงเลย ให้คุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนเป็นขนมเพื่อสุขภาพ จะช่วยให้ลูกได้ขบเคี้ยวและมีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะขนมเพื่อสุขภาพ ส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยไฟเบอร์และโปรตีนสูง […]

6 เคล็ดลับ  ในการฝึกให้ลูกเป็นหนอนหนังสือ  ชื่นชอบไขว่คว้าหาความรู้

6 เคล็ดลับ  ในการฝึกให้ลูกเป็นหนอนหนังสือ  ชื่นชอบไขว่คว้าหาความรู้

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าประโยชน์ของการอ่านหนังสือนั้นมีมากมาย ช่วยให้ผู้ศึกษาหาความรู้นั้นมีประสบการณ์และมีความรู้รอบตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การปลูกฝังให้เด็กเป็นคนที่ชื่นชอบอ่านหนังสือนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พื้นฐานนิสัยของเด็กแล้วส่วนใหญ่มักจะชื่นชอบการเล่นสนุกมากกว่า ดังนั้นการฝึกให้ลูกเป็นหนอนหนังสือนั้นค่อนข้างยาก คุณพ่อคุณแม่จะต้องปลูกฝังและลักษณะนิสัยเหล่านี้มาตั้งแต่ยังเด็ก จะทำให้เขาชื่นชอบและรักในการอ่านมากยิ่งขึ้น วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับในการฝึกให้ลูกเป็นหนอนหนังสือมาฝากกัน จะมีวิธีใดบ้างนั้น ไปติดตามกันเลย มีเวลาให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกนั้นหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันและเขาจะรู้สึกคุ้นชินกับการอ่านหนังสือได้มากยิ่งขึ้น การอ่านหนังสือแต่ละครั้งนั้น จะช่วยพัฒนาทักษะต่างๆของร่างกายได้เป็นอย่างดี ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ปลูกฝังให้เด็กและอ่านหนังสือ  ให้ลูกเป็นคนเลือกหนังสือที่ชอบ  การเปิดโอกาสให้ลูกได้เลือกหนังสือที่ตนเองสนใจนั้นจะทำให้เขาชื่นชอบและรักในการอ่านมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะหนังสือที่เหมาะกับช่วงวัยจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำเป็นหนังสือที่มีภาพสีสันสดใส มีตัวละครที่สามารถจินตนาการได้ง่าย และที่สำคัญเนื้อหาจะต้องไม่ยากจนเกินไป จะทำให้ลูกสนุกกับการอ่านหนังสือมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่เรื่องหนังสือที่มีเนื้อหายากและไม่เหมาะสมกับลูกจะทำให้ลูกนั้นเบื่อแต่ไม่ชอบการอ่านหนังสือนั่นเอง สลับกันอ่านออกเสียง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้ฝึกนิสัยรักการอ่านให้กับลูกได้ การสลับกันอ่านออกเสียงนั้นจะช่วยให้ลูกมีส่วนร่วมตลอดระยะเวลาในการอ่าน จะทำให้เขามีความกระตือรือร้นในท่อนที่ตัวเองจะต้องอ่านออกเสียง วิธีนี้จะช่วยให้เขาสนุกและมีจินตนาการไปตลอดระยะเวลาในการอ่านได้อีกด้วย การฝึกวิธีนี้นอกจากจะได้ทักษะการอ่าน ที่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการพูดให้กับลูกได้ ยังสามารถช่วยบริหารสมอง ให้ลูกได้ตึกตองและคิดอยู่ตลอดเวลาก่อนที่จะอ่านออกเสียงมานั้นเอง เชิญชวนให้ลูกสนใจอ่านหนังสือ วิธีนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องใช้ทักษะขั้นสูงในการพูดกล่อมให้ลูกน้อย นั้นสนใจหนังสือที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งน้ำเสียงและท่าทางของคุณพ่อคุณแม่นั้นมีผลต่อการตัดสินใจของลูกเป็นอย่างมาก คุณพ่อคุณแม่ควรเชิญชวนให้ลูกมาอ่านหนังสือด้วยถ้อยคำที่น่าสนใจ เป็นเสียงที่นุ่มละมุนฟังแล้วอยากปฏิบัติตาม และที่สำคัญตลอดระยะเวลาการอ่านหนังสือจะต้องไม่ตึงเครียดและมีกิจกรรมเสริมให้ลูกแก้เบื่ออยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้เขาชื่นชอบในการอ่านมากินขึ้น สร้างชั่วโมงการอ่านหนังสือให้มีความสุขที่สุด ชั่วโมงการอ่านหนังสือนั้น ถือเป็นเวลาทอง ที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ใช้เวลากับลูกได้อย่างใกล้ชิดและยาวนานมากยิ่งขึ้น โดยไม่มีสิ่งแวดล้อมอื่นเข้ามาขัดจังหวะ นอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะทั้งทางด้านสติปัญญา ทักษะการอ่านทักษะการฟังแล้วยังสามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ทำให้ชั่วโมงนี้เป็นชั่วโมงที่มีความสุขที่สุด น่าจะเป็นการปลูกฝังให้เด็กๆนั้นชื่นชอบในการอ่านหนังสือไปด้วยอัตโนมัตินั่นเอง เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น จะสังเกตเห็นได้ว่ากิจกรรมใดที่เราเปิดโอกาสให้ลูกนั้นได้มีส่วนร่วมจะทำให้เขารู้สึกสนุกและอยากที่จะร่วมกิจกรรมมากยิ่งขึ้น การอ่านหนังสือก็เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่อาจจะตั้งคำถาม หรือเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็น […]

5 อันดับสีไม้ สีสันสดใส ให้ลูกน้อยสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง

5 อันดับสีไม้ สีสันสดใส ให้ลูกน้อยสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างปลอดภัย ไร้สารเคมีตกค้าง

อีกหนึ่งปกรณ์เครื่องเขียนที่จะต้องมีติดกระเป๋า ต้องไม่พลาดกับสีไม้ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งไอเทมที่ใช้ในการระบายสี ช่วยสร้างสรรค์งานศิลปะออกมาให้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น  สีไม้นั้นมีประโยชน์ ช่วยเพิ่มจินตนาการให้ลูกได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน สีไม้ถูกพัฒนาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สามารถใช้งานง่าย ให้สีสันที่สดใส และที่สำคัญ สีไม้บางยี่ห้อผลิตจากธรรมชาติปลอดภัยไร้สารเคมีตกค้างอีกด้วย วันนี้เราจึงมีผลิตภัณฑ์สีไม้ ที่นิยม และเหมาะสำหรับเด็กๆมาฝากกัน จะมียี่ห้ออะไรบ้างนั้นไปติดตามกันเลย สีไม้ Colleen รุ่น 787 เป็นยี่ห้อที่ได้รับการไว้วางใจมาอย่างยาวนาน ลักษณะของสีไม้น้ำเป็นทรงเหลี่ยมช่วยให้ระบายได้ง่าย เนื้อของสีไม้นั้นให้สีสันที่สดใสและเป็นเอกลักษณ์ เป็นสีอ่อนนุ่ม ระบายลื่น ไส้สีไม้และมีความแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย โดยภายใน 1 กล่องนั้นประกอบไปด้วยสีที่สะท้อนแสงและไม่สะท้อนแสงช่วยเพิ่มจินตนาการของลูกให้ได้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญสีไม้รุ่นนี้นั้นผ่านการรับรองจาก CE SAFETY STANDARD EN 71/3  แล้วว่าสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ดีโดยเฉพาะด้านความคิดสร้างสรรค์ เหมาะกับเด็กตั้งแต่ 6 ขวบขึ้นไป ปลอดภัยไร้สารพิษ สีไม้ LYRA รุ่น QPS-2761 อาจเป็นรุ่นที่ไม่ได้พบเจอทั่วไปตามร้านเครื่องเขียนมากนัก แต่สีไม้รุ่นนี้นะผ่านการออกแบบมาอย่างพิเศษ ลักษณะของสีไม้เป็นแท่งสามเหลี่ยม เหมาะสำหรับการวางนิ้วมือในการวาดเขียนเป็นอย่างมาก ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมือให้เด็กๆนั้นจับดินสอได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของเนื้อสี ให้สีที่มีละเอียดและเป็นสีที่กันน้ำ ที่สำคัญวัสดุผ่านการรับรองว่าปลอดภัยไม่เป็นพิษกับเด็กอย่างแน่นอน  สีไม้ Faber-castell รุ่น […]