วิธี “เลี้ยงลูกกับเพื่อนรักสี่ขา” ให้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ต้องทำอย่างไร !

วิธี “เลี้ยงลูกกับเพื่อนรักสี่ขา” ให้อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข ต้องทำอย่างไร !

   อาจเป็นเรื่องที่ฉุกคิดขึ้นมาไม่ได้ สำหรับคุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์โดยเฉพาะคุณแม่ที่รักน้องหมา และยังเลี้ยงน้องหมาอยู่ ว่าหากคลอดออกมาแล้วจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ทั้งลูกน้อยและเพื่อนรักสี่ขานั้นจะรักกันได้อย่างไร วันนี้จะมาบอกถึงวิธี “การเลี้ยงลูกกับเพื่อนรักสี่ขา” ถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข หากอยากทราบ มาดูกันเลย !    หลายครั้งที่มีคลิปวิดีโอน่ารักๆ ของเด็กกับสัตว์เลี้ยง เป็นโมเมนต์ที่สร้างความประทับใจให้คนชมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะมีความน่ารักแล้ว สัตว์เลี้ยงยังมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของลูกน้อยในด้านต่างๆ อีกด้วย เด็กที่อยู่กับสัตว์เลี้ยงเป็นประจำจะซึมซับและมีนิสัยอ่อนโยน มั่นใจ และไม่โดดเดี่ยว อีกทั้งยังมีทักษะในการเข้าสังคมได้ดีอีกด้วย    เคยมีงานวิจัยเผยว่า แต่เด็กที่โตมากับสัตว์เลี้ยง จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภูมิแพ้สูงกว่าเด็กทั่วไป แต่ก่อนจะรับสัตว์เลี้ยง หรือเพื่อนรักชาวสี่ขาทั้งหลายเข้ามาในบ้าน คุณพ่อคุณแม่จะต้องมั่นใจว่าจะรับมือกับภาระที่เพิ่มขึ้นได้ และใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้มากที่สุด 1. ในช่วงแรกที่ลูกยังเล็ก ไม่ควรปล่อยให้ลูกและสัตว์เลี้ยงอยู่กันตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นน้องหมาหรือว่าน้องแมว ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่องแค่ไหนก็ตาม เพราะสัตว์ยังมีสัญชาตญาณที่เจ้าของไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด  ซึ่งในบางครั้งนั้นเด็กอาจเล่นกับสัตว์เลี้ยงแรงเกินไป จนเขารู้สึกเจ็บและเผลอกัดเพราะป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณ 2. พยายามอย่าให้ลูกขึ้นขี่หลังหรือนั่งทับสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะในกรณีที่ต้องการถ่ายรูป หรือใดๆก็ตาม เพราะสัตว์รับน้ำหนักมากเกินไปอาจทำให้เขาบาดเจ็บได้ เช่นสุนัขแก่ ซึ่งเด็กควรได้รับการสอนตั้งแต่ยังเล็กว่า ต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความเมตตาและเคารพอย่างไร  3. สอนเด็กให้รู้ว่าอย่าแย่งของจากปากสัตว์ ในบางครั้งน้องหมาที่ตัวใหญ่ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายน้องแต่เพราะขนาดตัวที่ใหญ่นั้นจึงมีแรงเยอะและมีฟันแหลมคมการกระชากของออกจากปากน้องหมาจึงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กๆ ได้ 4. อย่าปล่อยให้ลูกวัยทารกแบเบาะนอนเตียงเดียวกับสัตว์ เพราะการที่เด็กทารกนั้น แผดเสียงร้องให้เสียงดัง จนทำให้น้องหมาสะดุ้งตกใจได้ และอาจเป็นเหตุถึงขั้นทำร้ายเด็กทารกรุนแรง สถานการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดซึ่งมีให้เห็นจากข่าวต่างประเทศอยู่บ่อยๆ […]

ปลูกฝังให้ “ลูกรักเป็นนักอ่าน” เริ่มได้ด้วยสิ่งเหล่านี้ !

ปลูกฝังให้ “ลูกรักเป็นนักอ่าน” เริ่มได้ด้วยสิ่งเหล่านี้ !

   พ่อแม่ทุกคนน่อมอยากเห็นลูกโตมาเป็นเด็กดี ที่แข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดีพร้อมทั้งสติปัญญาอันชาญฉลาด และเป็นสิ่งที่น่ายินดี น่าสนับสนุนอย่างยิ่งหากลูกรักของคุณชื่นชอบการ “อ่านหนังสือ” เพราะการอ่านจะทำให้ลูกเป็นเด็กที่มีความรู้และมีทักษะทางความคิดได้ดี นอกจากนี้ยังเป็นทักษะของการพูดและการเขียน วันนี้จะมาบอกวิธี “ปลูกฝังให้ลูกรักการอ่าน” ว่าควรเริ่มต้นจากอะไร อย่ารอช้า ไปดูกันเลย!  1. สิ่งแรกคือการสร้างมุมน่าอ่านให้กับลูก โดยเริ่มจากการสร้างบรรยากาศให้กับมุมเล็กๆ ที่มีหนังสือเรียงรายน่าอ่านอยู่มากมาย อาจเริ่มจากชั้นหนังสือเล็กๆ หาหนังสือที่เหมาะสมกับวัยของลูก มาวางไว้เตรียมพร้อมสำหรับการหยิบมาอ่านได้อย่างง่ายๆ อาจจะกติกาให้กับลูกว่าเมื่ออ่านแล้วให้เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย เพื่อฝึกให้เขารู้จักทะนุถนอมหนังสือของพวกเขา  2. เป็นแบบอย่างการรักการอ่านให้กับลูก เริ่มจากการที่พ่อแม่ก็ชื่นชอบการอ่านด้วยเช่นกัน หากคุณพ่อคุณแม่อ่านให้ลูกเห็นอยู่บ่อยๆ ลูกก็จะมีพฤติกรรมที่ลอกเลียนแบบ ซึ่งหากเขาหยิบหนังสือมาอ่านทำตามคุณพ่อคุณแม่ ก็นับเป็นสิ่งที่ดีในการแนะนำหนังสือที่ดีให้กับลูกและทำให้เขารู้จักการอ่าน 3. การต่อยอดความคิด อย่างเช่นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือหรืออ่านนิทานที่ได้ฟังต้องตั้งคำถามและเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นอยู่เสมอ อย่างเช่น ไก่มีกี่ตาให้ลูกลองนับและตอบคำถาม ถือเป็นการต่อยอดทางความคิดในขณะที่กำลังเล่านิทานให้เขาฟัง หรือเจอช่วงเวลาที่พอจะสอดแทรกความรู้ให้ได้ ลองฝึกให้เขาตั้งคำถาม เพื่อเป็นสร้างให้ลูกมีความคิดเห็นมากขึ้น แต่ไม่ควรเป็นคำถามที่หนัก หรือถามมากจนเกินไป เพราะการอัดความรู้ให้ลูกมากๆ ก็สร้างความเบื่อหน่ายได้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้เค้าไม่อยากเรียนรู้ได้  4. การใช้เวลาที่พอดี ในการอ่านหนังสือให้ลูกฟังต้องใช้เวลาที่ไม่นานมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกรู้สึกเบื่อได้ และไม่ควรอ่านสั้นจนเกินไปจนอาจทำให้เขาหงุดหงิด ต้องสังเกตท่าทีของลูกว่ายังอยากฟังอยู่หรือไม่ หากยังต้องการฟังก็ควรอ่านไปเรื่อยๆ หากเขายังสนุกกับการอยากรู้ในเรื่องหนังสือเล่นนั้น แต่หากลูกมีอาการว่าไม่อยากฟังแล้ว หรือเริ่มไม่สนใจแล้ว ก็ให้ยุติการอ่านไม่จำเป็นต้องให้เขาทนฟังต่อ 5. ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องวัย […]