รู้ทันโรคร้าย โรคไข้เลือดออกในเด็ก ภัยเงียบที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

โรคไข้เลือดออก เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว เราจะพบกับโรคระบาดที่เกิดขึ้นในเด็กมากมาย ทั้งโรคติดเชื้อที่มาจากไวรัส เช่น RSV ,มือเท้าปาก รวมถึงโรคที่มีสัตว์เป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก  ซึ่งภัยเงียบที่มาพร้อมกับฤดูฝนนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถพบได้กับเด็กทุกคน และยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะ โรคไข้เลือดออกที่มียุงลายเป็นพาหะ ที่พบการระบาดเกือบทุกปี หากพื้นที่บ้านไหนมีความเสี่ยงต่อการเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของลูกน้ำยุงลายยิ่งพบการระบาดมากกว่าปกติ แต่โรคนี้อาการจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ถ้าหากรู้เท่าทันและรักษาอย่างทันท่วงที จะมีลักษณะอาการอย่างไรบ้างและติดตามกันเลย

1. ทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออก

1. ทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออก

เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ที่มีทั้งหมดกี่สายพันธุ์ โดยแต่ละสายพันธุ์นั้นจะมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน โดยถ้าหากมีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ในสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่งไปแล้ว ไม่กลับมาติดสายพันธุ์เดิมอีกแต่สามารถ เป็นโรคไข้เลือดออกในสายพันธุ์อื่นได้แทน และอาการจะรุนแรงกว่าเดิม 

2. สาเหตุของการติดเชื้อ

2. สาเหตุของการติดเชื้อ

นั้นมาจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนให้คุณพ่อคุณแม่เฝ้าระวัง ในช่วงเวลากลางวันให้ดีเพราะยุงลายนั้นจะออกหากินและกัดคนในช่วงเวลากลางวัน ถ้าหากบริเวณนั้นมีผู้ติดเชื้อไวรัสเดงกี่ หากยุงลายตัวเมียไปกัดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสจะทำให้เชื้อไวรัสเพิ่มจำนวนนี้ยุง และแพร่กระจายเชื้อเข้าไปในต่อมน้ำลายของยุง และพร้อมที่จะแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดรายต่อไป ซึ่งเชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในตัวยุงได้นาน 1-2 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้น วิธีป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายนั่นเอง

3. ลักษณะอาการของไข้เลือดออก

3. ลักษณะอาการของไข้เลือดออก

สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีเข้าสู่ร่างกาย เชื้อไวรัสชนิดนี้ จะแสดงออกหลังจากติดเชื้อประมาณ 5-8 โดยอาการจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ระยะคือ ระยะไข้สูง จะสังเกตได้ว่าลูกจะมีไข้สูงประมาณ 38 ถึง 40 องศา โดยจะมีไข้สูงอยู่ 2 -7 วัน ถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทรมานมาก แนะนำให้หมั่นเช็ดตัว  อย่าปล่อยให้อุณหภูมิสูงเกินไปเพราะอาจเกิดอาการช็อคได้

ระยะที่ 2 เรียกว่าระยะวิกฤต จะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 3-6  จะสังเกตได้ว่าร่างกายจะรู้สึกเพลียมาก จะมีอาการข้างเคียงคือปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายดำเพราะเม็ดเลือดแดงแตก มือเท้าเย็น ซึ่งระยะนี้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ ช็อค เป็นอย่างมากต้องรีบพบแพทย์ในทันที และระยะสุดท้ายคือระยะฟื้นตัว  เมื่อพ้นจากภาวะวิกฤตมาได้แล้วเกล็ดเลือดจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ความดันโลหิตจะเริ่มดีขึ้น จะสังเกตได้ว่าลูกจะมีอาการผื่นแดงคันตามตัวนั้นแสดงว่าร่างกายเริ่มปรับสภาพได้ และใกล้หายแล้ว

4. วิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก

4. วิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก

ต้องบอกเลยว่าในตอนนี้ยังไม่มียารักษาสำหรับโรคไข้เลือดออกโดยตรง ทำได้เพียงรักษาตามอาการ เช่น ถ้าหากมีไข้ก็ให้ทานยาลดไข้และเช็ดตัวเฝ้าระวังภาวะช็อค แต่ต้องระวังห้ามใช้ยา หรือไอบูเฟน อย่างเด็ดขาด แต่ถ้าผู้ป่วยทานอาหารได้น้อยก็ให้ดื่มนม หรือน้ำเกลือแร่ จะช่วยได้

5. วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก

5. วิธีการตรวจวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก

จากตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพื่อหาความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาว จะทำให้เราทราบได้ว่า ภายในร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรคอยู่ นอกจากนี้ยังดูความเข้มข้นของเลือดและจำนวนเกล็ดเลือดร่วมด้วย หรือการตรวจหาไวรัสเดงกีด้วยวิธี PCR ซึ่งปัจจุบันวิธีการตรวจหาเชื้อได้อย่างรวดเร็วด้วย Rapid test  โดยใช้เวลาเพียง 10 ถึง 15 นาทีเท่านั้น

6. วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกในเด็ก

6. วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกในเด็ก

ให้กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณพื้นที่รอบบ้าน เช่นแหล่งน้ำขัง หรือดูแลความสะอาดภายในบ้านไม่ให้มีมุมมืดทึบ เช่น เสื้อผ้าที่ห้อยตามราว เพราะจะเป็นแหล่งที่ให้ยุงไปพักเกาะ รวมไปถึงป้องกันด้วยการ ทายากันยุง หรือการนอนในมุ้ง เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า โรคไขเลือดออก ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายแรง และเป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัว ที่สำคัญสามารถหลีกเลี่ยงได้ยากหากบริเวณพื้นบ้านไม่มีการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มีไข้สูงทำให้เสี่ยงเกิดภาวะช็อคได้ง่าย ถ้าหากในเด็กแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกจะสามารถป้องกันเชื้อไวรัสเดงกีได้ทั้ง 4 สายพันธุ์ โดยวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และลดความรุนแรงของโรคลงได้ถึง 93 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนที่กำลังกังวลว่าสิ่งแวดล้อมรอบบ้านนั้นเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส การฉีดวัคซีนป้องกันและลดความรุนแรงของโลกถือเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Facebook
Twitter