รู้เท่าทัน อะดีโนไวรัส (Adenovirus) แพร่กระจายง่าย ทำลายหลายระบบในร่างกายเด็กเล็ก

อะดีโนไวรัส (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างมากในยุคนี้ เชื้อโรคตัวร้ายที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กเล็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี แพร่กระจายง่าย ไม่ได้อยู่แค่ที่ต่อมอะดีนอยด์ แต่ทำลายหลายระบบในร่างกายเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร นอกจากนี้ อธิบดีกรมการแพทย์ ยังเผยอีกว่าปัจจุบัน  Adenovirus มีส่วนทำให้ผู้ป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี  เป็นตับอักเสบเฉียบพลันเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย วันนี้เราจึงได้รวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ อะดีโนไวรัส มาฝากกัน จะมีอาการอย่างไร และสามารถป้องกันวิธีไหนได้บ้าง มาติดตามพร้อมๆกันเลย

1. อะดีโนไวรัส (Adenovirus) คืออะไร

1. อะดีโนไวรัส (Adenovirus) คืออะไร

เป็นเชื้อไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรคได้หลายระบบ สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กทุกวัยแต่มักจะพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 6 เดือน – 5 ปี โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแบ่งออกเป็นได้หลายประเภท และแพร่กระจายได้ทุกฤดูกาลเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่เลย ระดับความรุนแรงของการติดเชื้อจะมีตั้งแต่น้อยไปจนถึงมาก โดยเฉพาะสำหรับเด็กที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอันตรายถึงขั้นตับอักเสบเฉียบพลันได้เลย

2. การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

2. การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส

เชื้อไวรัสตัวนี้สามารถแพร่กระจายได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ เช่น การจับมือ การแพร่กระจายทางละอองฝอย โดยติดต่อกันจากการไอจาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ หรือการสัมผัสผ่านพื้นผิวที่มีการปนเปื้อน เช่น บนของเล่น  โดยเชื้อไวรัสตัวนี้จะมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วันเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้สามารถถูกกำจัดได้ด้วยความร้อน หรือสารเคมี ฟอร์มาลดีไฮด์ 

3. อาการของไวรัสอะดีโนในเด็ก

3. อาการของไวรัสอะดีโนในเด็ก

อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบในร่างกายของเด็กได้หลายระบบ ดังนั้นจึงมีอาการที่แตกต่างกันออกไปตามตำแหน่งการติดเชื้อ แต่ส่วนใหญ่ที่มักจะพบในเด็กเล็ก เช่น อาการเจ็บคอ เสียงแหบ เจ็บหู ตาแดง มีน้ำมูกไหล หรือสำหรับใครที่ติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ก็มักจะมีอาการท้องเสีย อาเจียน หรือบางรายมีไข้ร่วมด้วย 

4. การตรวจวินิจฉัย

4. การตรวจวินิจฉัย

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวข้างต้น สามารถเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาเชื้อไวรัสอะลิโน โดยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากโพรงจมูก คอ หรือสำหรับใครที่มีอาการตาแดงร่วมด้วย ก็อาจจะเก็บตัวอย่างจากขี้ตา เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ PCR for adenovirus รวมถึงส่ง nasal swab หา antigen สำหรับใครที่มีอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย จะมีการเก็บตัวอย่างอุจจาระ เพื่อตรวจหาเชื้อก่อโรคต่อไป

5. การรักษาโรคอะดีโนไวรัส

5. การรักษาโรคอะดีโนไวรัส

สำหรับผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ปัจจุบันจะเป็นการรักษาตามอาการ โดยจะไม่มียาต้านไวรัส เหมือนเชื้อไวรัสโควิด เช่น การให้น้ำและของเหลว เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากอาการท้องเสีย หรือมีอาการอาเจียนร่วมด้วย การให้ยาลดไข้ เช่นพาราเซตามอล เพื่อบรรเทาอาการอาการคั่นเนื้อคั่นตัว การล้างจมูกเพื่อลดน้ำมูก และลดอาการไอเรื้อรัง ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องส่งเสริมให้ลูกพักผ่อนอย่างเพียงพอ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรง พร้อมทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

6. วิธีการป้องกัน

6. วิธีการป้องกัน

สำหรับการป้องกันเชื้อไวรัสในเด็กเล็กนั้น โดยส่วนใหญ่เราจะเน้นการรักษาความสะอาดและลดการสัมผัสเชื้อโรค โดยให้พ่อแม่ปลูกฝังสุขอนามัยที่ดีให้กับลูก หมั่นล้างมือให้สะอาดสม่ำเสมออย่างถูกวิธี โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อเป็นการตัดต้นตอของเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่แออัด รวมถึงหมั่นทำความสะอาดพื้นผิวสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะด้วยความร้อน สารเคมีฟอร์มาลดีไฮด์ หรือสารฟอกขาวก็ได้เช่นกัน  

จะเห็นได้ว่า อะดีโนไวรัส (Adenovirus) เป็นเชื้อโรคตัวร้ายที่มีผลทำลายหลายระบบในร่างกายของลูกน้อย ซึ่งมีการติดต่อหรือแพร่กระจายได้ง่ายมาก โดยผ่านละอองฝอยของสิ่งคัดหลั่งเข้าทางระบบทางเดินหายใจ สำหรับเด็กที่ภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเสี่ยงของอาการตับอักเสบรุนแรงตามมาด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังลูกน้อย หากมีอาการดังกล่าวข้างต้นให้รีบไปพบแพทย์ทันที รวมถึง ปลูกฝังให้ลูกรักความสะอาด ล้างมืออย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกน้อยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้ออะดีโนไวรัสได้แล้ว 

Facebook
Twitter